สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน ในทุกๆ วันพฤหัสบดีแบบนี้ ผมก็จะมาพบกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะพูดคุยกันถึงหัวข้อ “ความรู้ดีๆ เรื่องวิศวกรรมงานฐานราก งานดินและเสาเข็ม” นะครับ ตามที่เพื่อนๆ ทราบกันดีว่าระบบฐานรากในปัจจุบันเราจะนิยมใช้เป็นเป็นระบบฐานราก ค.ส.ล โดยจะเป็นฐานรากที่วางลงไปบนดินโดยตรงซึ่งเราจะเรียกว่า BEARING FOUNDATION หรือว่าเป็น ฐานรากที่วางอยู่บนเสาเข็มซึ่งเราจะเรียกว่า PILE FOUNDATION แต่เพื่อนๆ ทราบหรือไม่ครับว่าในอาคารจำพวก วัดวาอารามหรือโบราณสถานที่เราอาจจะเห็นได้ในส่วนต่างๆ ของประเทศไทยเรานั้นมีการก่อสร้างโดยใช้ระบบฐานรากเป็นแบบใดกัน ? ดังนั้นในวันนี้ผมจะขออนุญาตมาพาเพื่อนๆ มาย้อนเวลากลับไปในอดีตกัน โดยที่ผมจะพาเพื่อนๆ ไปดูระบบโครงสร้างฐานรากของอาคารในอดีตของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น บ้าน วัด หรือ เจดีย์ เป็นต้นนะครับ หากเพื่อนๆ ดูรูปประกอบก็จะเห็นได้ว่าลักษณะฐานรากของโบราณสถานของไทยนั้นถูกสร้างขึ้นโดยภูมิปัญญาของช่างท้องถิ่นจริงๆ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่น่าทึ่งมากๆ และผมก็เชื่อว่าเพื่อนๆ ก็คงจะมีคำถามแน่ๆ ว่าคนในอดีตนั้นจะสามารถคิดค้นและทำการก่อสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาโดยปราศจากองค์ความรู้เหมือนเช่นในปัจจุบันนี้เหมือนที่พวกเรามีได้อย่างไร ? เอาเป็นว่าพวกเค้าก็สร้างฐานรากที่จะทำหน้าที่ในการรองรับน้ำหนักของอาคารต่างๆ มากันมาเยอะมากแล้ว โดยที่ฐานรากในอดีตนั้นก็ยังคงความมีคอนเซ็ปต์ที่เราอาจจะเรียกได้ว่าเป็น RULE OF THUMB ในการทำงานฐานรากในยุคปัจจุบันเลยก็ว่าได้ เช่น วิธีการคิดของช่างที่มีการคำนวณตามหลักการสมดุลเหมือนกันกับในรูปของฐานรากแบบแผ่ที่วางตัวอยู่บนโอ่งหรือไห ซึ่งแนวคิดนี้คือ […]
Category Archives: สาระน่ารู้
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน ในทุกๆ วันพฤหัสบดีแบบนี้ ผมก็จะมาพบกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะพูดคุยกันถึงหัวข้อ “ความรู้ดีๆ เรื่องวิศวกรรมงานฐานราก งานดินและเสาเข็ม” นะครับ เมื่อช่วงประมาณสักหลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ผมได้รับข้อความเข้ามาทางอินบ็อกซ์จากน้องท่านหนึ่งซึ่งใจความของคำถามนั้นมีดังต่อไปนี้ครับ “ผมจะรบกวนขอคำปรึกษาดังนี้ครับ หากเรามีความต้องการที่จะทำการทดสอบการรับน้ำหนักของเสาเข็มเจาะแบบแห้งหรือ DRY PROCESS BORED PILE ด้วยวิธี DYNAMIC LOAD TEST แบบนี้ควรที่จะต้องรอให้คอนกรีตของเรานั้นมีอายุครบ 28 วัน ใช่หรือไม่ครับ ?” ซึ่งผมก็ได้ตอบคำถามน้องท่านนี้ไปในเบื้องต้นว่า คำถามข้อนี้เป็นคำถามที่ดี ซึ่งเหมือนกันกับในหลายๆ กรณีจากหลายๆ โพสต์ที่ผ่านมาของผม ที่ผมมักจะเอ่ยถึงอยู่เสมอว่า กลไกการรับกำลังของเสาเข็มนั้นจะขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลักๆ นั่นก็คือ 1.กำลังการรับน้ำหนักจาก ดิน 2.กำลังรับน้ำหนักจากตัวโครงสร้างของเสาเข็มเอง ดังนั้นหากถามว่าจำเป็นหรือไม่ที่เราจะต้องรอให้คอนกรีตของเรานั้นมีอายุครบ 28 วัน ประเด็นก็จะอยู่ที่ว่า กำลังการรับน้ำหนักจาก ดิน หรือ กำลังรับน้ำหนักจากตัวโครงสร้างของเสาเข็มเอง จะเป็นตัวที่คอยควบคุมค่ากำลังในการรับกำลังของเสาเข็มนั่นเองครับ ซึ่งวันนี้ผมมีข้อเสนอแนะเพื่อที่จะช่วยแก้ไขสถานการณ์เช่นนี้ให้แก่เพื่อนๆ ด้วยดังนี้ (1) เพื่อนๆ […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน กลับมาพบกันในทุกๆ วันพุธแบบนี้อีกครั้งหนึ่งซึ่งผมก็จะมาพบกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะพูดคุยกันถึงหัวข้อ “ความรู้ดีๆ เรื่องประสบการณ์งานคำนวณออกแบบและการก่อสร้าง” นะครับ ตามที่ผมได้แจ้งเอาไว้กับเพื่อนๆ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าวันนี้ผมอยากจะขออนุญาตหยิบยกและนำเอาตัวอย่างของการคำนวณหาค่าการทรุดตัวของเสาเข็ม ในกรณีที่โครงสร้างเสาเข็มของเรานั้นเป็นเสาเข็มเดี่ยวให้เพื่อนๆ ได้รับชมกัน ดังนั้นวันนี้ผมจึงจะขอหยิบยกเอากรณีของการคำนวณจริงๆ ที่ผมเคยทำเอาไว้เพื่อที่จะใช้ในการตรวจสอบหาค่าการทรุดตัวของเสาเข็มมาใช้เป็นตัวอย่าง โดยผมขอสรุปปัญหาและข้อมูลให้เพื่อนๆ ได้ทราบดังต่อไปนี้นะครับ ผมมีเสาเข็มไมโครไพล์ต้นหนึ่งดังแสดงอยู่ในรูปที่ 1 ซึ่งเสาเข้มต้นนี้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับ 230 มม และมีความยาวทั้งหมดของเสาเข็มที่ฝังตัวอยู่ในดินเท่ากับ 24 ม โดยที่คอนกรีตที่ใช้ในการก่อสร้างเสาเข็มต้นนี้จะมีค่ากำลังอัดประลัยของคอนกรีตที่อายุ 28 วัน โดยอ้างอิงจากผลการทดสอบจากตัวอย่างรูปทรงกระบอกมาตรฐานมีค่าเท่ากับ 400 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร จากผลการสำรวจดินพบว่า เสาเข็มต้นนี้ต้องฝังตัวผ่านชนิดของดิน 3 ชั้นหลักๆ ทั้งนี้ข้อมูลของขนาดความยาวของเสาเข็มที่ฝังตัวอยู่ในดินชั้นที่ 1 2 และ 3 จะมีค่าเท่ากับ 7 ม 11 ม และ 6 ม ตามลำดับโดยที่ตัวดินเองจะมีความสามารถในการรับกำลังเสียดทานที่ผิวของดินในชั้นที่ 1 2 และ 3 เท่ากับ […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน ในทุกๆ วันพฤหัสบดีแบบนี้ ผมก็จะมาพบกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะพูดคุยกันถึงหัวข้อ “ความรู้ดีๆ เรื่องวิศวกรรมงานฐานราก งานดินและเสาเข็ม” นะครับ วันนี้ผมจะมาเริ่มต้นทำการอธิบายถึงวิธีการ “โดยละเอียด” ในการประมาณการค่า “ความสามารถในการรับแรงกระทำที่ด้างข้าง” และ “ความสามารถในการรับแรงดัด” ของโครงสร้างเสาเข็มให้แก่เพื่อนๆ ได้รับทราบกัน ซึ่งคงจะต้องทำใจกันนิดนึงเพราะว่าเนื้อหาในโพสต์ของวันนี้จะค่อนข้างมีความยืดยาวสักเล็กน้อย ซึ่งวิธีการวิเคราะห์โดยละเอียดนี้จะมีชื่อเรียกว่า “การวิเคราะห์ความสามารถในการรับแรงด้านข้างประลัยตามทฤษฏีของ MEYERHOF” นั่นเองนะครับ โดยทฤษฎีนี้ถูกคิดค้นขึ้นและนำเสนอเอาไว้โดย MEYERHOF ในปี ค.ศ. 1995 ซึ่งเป็นการที่ทาง MEYERHOF นั้นได้เป็นผู้นำเสนอสมการสำหรับการคำนวณหาค่าการต้านแรงด้านข้างของเสาเข็มแบบยึดแน่นหรือ RIGID PILE และเสาเข็มแบบยืดหยุ่นหรือ FLEXIBLE PILE ซึ่งในโพสต์ๆ นี้ผมจะขออนุญาตกล่าวถึงเฉพาะเสาเข็มที่มีลักษณะเป็นแบบ FLEXIBLE PILE นะครับ โดยที่หลักในการคำนวณหาค่าต่างๆ โดยอาศัยทฤษฎีนี้ค่อนข้างจะตรงไปตรงมาและง่ายดายมากๆ นั่นก็คือ เราจะเริ่มต้นทำการคำนวณหาค่า “ความสามารถในการรับแรงทางด้านข้างประลัยของเสาเข็มในดิน” หรือ “ULTIMATE LATERAL LOAD CAPACITY OF PILE […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน กลับมาพบกันในทุกๆ วันอังคารแบบนี้อีกครั้งหนึ่งซึ่งผมก็จะมาพบกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะพูดคุยกันถึงหัวข้อ “ความรู้ดีๆ เพื่อคุณผู้หญิง” นะครับ ในวันนี้ผมจะขออนุญาตมาทำการอธิบายและลงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องผลกระทบในเรื่องรูปแบบของเสียรูปที่เกิดขึ้นในโครงสร้างแปแบบ หน้าตัดแบบปิด และ หน้าตัดแบบเปิด ที่เกิดจากการวางน้ำหนักบรรทุกให้ “ไม่มี” การเยื้องศูนย์และ “มี” การเยื้องศูนย์ออกไปจากแนวจุดศูนย์กลางของแรงเฉือนของหน้าตัดเพิ่มเติมกันอีกสักหนึ่งโพสต์ โดยที่ผมจะอาศัยรูปประกอบในโพสต์ๆ นี้ซึ่งน่าจะช่วยทำให้เพื่อนๆ ทุกคนๆ นั้นเกิดความเข้าใจถึงสิ่งที่ผมกำลังจะทำการอธิบายได้ง่ายดายยิ่งขึ้น ดังนั้นเรามาเริ่มต้นดูรูปๆ นี้กันเลยดีกว่านะครับ จากรูปเราจะเห็นได้ว่า ผมหยิบยกเอากรณีของคานช่วงเดียวแบบง่ายหรือ SIMPLE BEAM ที่ต้องทำหน้าที่ในการรับน้ำหนักบรรทุกแบบแผ่กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอหรือ UNIFORMLY DISTRIBUTED LOAD ในทิศทางลง โดยเมื่อคานๆ นี้เกิดรับน้ำหนักบรรทุกไปแล้วก็จะเห็นได้ว่าจะเกิด “เส้นซึ่งแสดงค่าการเสียรูป” หรือ “DEFORMED SHAPE” ซึ่งก็คือ “เส้นประสีแดง” ในรูป ซึ่งในรูปๆ นี้จะเป็นรูปที่แสดงถึงรูปแบบของการเสียรูปโดยทั่วๆ ไปของโครงสร้างคานช่วงเดียวแบบง่ายนั่นเองนะครับ ต่อมาผมก็จะทำการแบ่งลักษณะของความ “สมมาตร” และความ “ไม่สมมาตร” ของหน้าตัดและ “แนวของการถ่ายน้ำหนัก” ของโครงสร้างคาน ซึ่งสำหรับหน้าตัดช้างต้นนี้เราก็จะทราบดีว่าจะมีแนวจุดศูนย์ถ่วงของหน้าตัดหรือ CENTER […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน กลับมาพบกันในทุกๆ วันพุธแบบนี้อีกครั้งหนึ่งซึ่งผมก็จะมาพบกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะพูดคุยกันถึงหัวข้อ “ความรู้ดีๆ เรื่องประสบการณ์งานคำนวณออกแบบและการก่อสร้าง” นะครับ ตามที่ผมได้เรียนให้เพื่อนๆ ทราบไปในการโพสต์ของเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า วันนี้ผมจะขออนุญาตมาทำการอธิบายและลงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่อง วิธีการคำนวณโดยละเอียด ซึ่งแน่นอนว่าวิธีการดังกล่าวนี้ย่อมที่จะทำให้เกิดความประหยัดที่มากกว่าวิธีการข้างต้นนี้ค่อนข้างที่จะมากเลยและก็แน่นอนว่า วิธีการนี้ก็ย่อมมีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้กับงานก่อสร้างที่มีการควบคุมการทำงานก่อสร้างโครงสร้างเสาเข็มเป็นอย่างดีนั่นเอง อีกครั้งหนึ่งก็แล้วกันนั่นก็คือ สำหรับการวิเคราะห์หาค่ากำลังรับน้ำหนักบรรทุกประลัยของเสาเข็มกลุ่มเมื่อเสาเข็มนั้นถูกวางตัวอยู่ในชั้นดินเหนียวนั้นจะต้องมีข้อแม้ที่เป็นไปตามที่ผมได้อธิบายไปก่อนหน้านี้นั่นก็คือ ระยะห่างระหว่างโครงสร้างเสาเข็มนั้นควรจะต้องมีการวางตัวห่างกันไม่น้อยกว่า 3 เท่าของขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของเสาเข็มเอง สำหรับค่า n1 และ n2 ก็คือ จำนวนของเสาเข็มที่อยู่ใน แนวดิ่ง และ แนวราบ ตามทิศทางในแปลนโครงสร้างเสาเข็มภายในโครงสร้างฐานราก ซึ่งผลคูณระหว่างค่าทั้งสองนี้ก็คือ จำนวนของเสาเข็มทั้งหมดที่จะอยู่ในเสาเข็มกลุ่มของเรา ส่วนค่า cu(p) ก็คือค่า UNDRAINED COHESION ของดินเหนียวที่อยู่บริเวณปลายล่างสุดของโครงสร้างเสาเข็ม ค่า Ap ก็คือ พื้นที่หน้าตัดของโครงสร้างเสาเข็ม ส่วนค่า Ab ก็คือ พื้นที่หน้าตัดของบล็อกสี่เหลี่ยมของฐานรากกลุ่มของเราและค่า pg ก็คือ ความยาวของเส้นรอบรูปของบล็อกสี่เหลี่ยมของฐานรากกลุ่มของเรา จากนั้นเราก็จะสามารถที่จะทำการคำนวณค่าต่างๆ ออกมาได้ดังขั้นตอนต่อไปนี้ครับ (1) เราจะเริ่มต้นทำการคำนวณหาค่ากำลังการรับน้ำหนักของเสาเข็มที่เป็นค่า Q(group)(clay)(1) กันก่อน […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน กลับมาพบกันในทุกๆ วันอังคารแบบนี้อีกครั้งหนึ่งซึ่งผมก็จะมาพบกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะพูดคุยกันถึงหัวข้อ “ความรู้ดีๆ เพื่อคุณผู้หญิง” นะครับ ผมเชื่อเหลือเกินว่า หากเราพูดถึงแขนงหรือสาขาหนึ่งของงานวิศวกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับคุณผู้หญิง ผมคิดว่าสาขาหนึ่งที่พวกเรามักจะนึกถึงกันแทบจะในทันที่เลยก็คือ สาขาวิศวกรรมความปลอดภัย หรือ SAFETY ENGINEERING ซึ่งหากเรามาดูในรายละเอียดแล้วเราอาจจะตกใจว่า สาขาๆ นี้จริงๆ แล้วมีรายละเอียดของการเรียนที่น่าตกใจผิดไปจากชื่อของมันมากเลย ดังนั้นในวันนี้ผมจะขออนุญาตมาพูดถึงหัวข้อๆ นี้สักเล็กน้อยนะครับ ในความเป็นจริงๆ แล้ว วิศวกรรมความปลอดภัย นั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องเฉพาะกับงานในสาขาวิศวกรรมโยธาเพียงสาขาเดียวเท่านั้นนะครับแต่ศาสตร์ทางด้านนี้ถือเป็นสาขาวิชาการหนึ่งที่มุ่งเน้นทำการศึกษาและทำการจัดการเกี่ยวกับระบบต่างๆ ของการทำงาน โดยที่จะเน้นไปที่การผลิตภายในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งก็อาจจะครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของอุปกรณ์ในการผลิต ในการติดตั้ง รวมไปถึงในขั้นตอนและวิธีการทำงานอีกด้วย อีกทั้งยังเป็นหลักสูตรที่พูดถึงเรื่องของการประเมินความเสี่ยงในเชิงคณิตศาสตร์อีกด้วย ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ สาขาวิศวกรรมความปลอดภัย นั้นจะเน้นและออกแบบให้รูปแบบของการทำงานเพื่อให้เกิดความปลอดภัยโดยที่จะให้เป็นไปสอดคล้องกันกับระดับที่มีความเหมาะสมกับลักษณะของงานนั้นๆ ด้วยนะครับ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้วหากเราจะสามารถทำการควบคุมหรือจำกัดการเกิดของอุบัติเหตุได้ เพราะวิธีการนี้เป็นวิธีการที่เราจะทำการ “ป้องกัน” มิให้เกิดอันตรายขึ้น แทนที่จะเป็นการ “แก้ไข” ปัญหาที่ปลายเหตุ เหมือนในสุภาษิตของไทยเราที่ว่า “วัวหายแล้วล้อมคอก” นั่นเองนะครับ อีกทั้งการดำเนินการทางด้าน วิศวกรรมความปลอดภัย นี้ยังเป็นการช่วยลดโอกาสที่จะเกิดเหตุอาการบาดเจ็บอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุต่างๆ ในการทำงานในขั้นตอนต่างๆ ได้อีกด้วย ซึ่งก็อาจจะรวมถึงอาการเจ็บป่วยหรือการสูญเสียทรัพย์สินต่างๆ อีกทั้งยังเป็นการควบคุมมิให้เกิดเหตุภัยอันตรายต่างๆ […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน ในทุกๆ วันพฤหัสบดีแบบนี้ ผมก็จะมาพบกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะพูดคุยกันถึงหัวข้อ “ความรู้ดีๆ เรื่องวิศวกรรมงานฐานราก งานดินและเสาเข็ม” นะครับ ตามที่ผมได้แจ้งไปในสัปดาห์ที่แล้วว่า ในสัปดาห์นี้ผมจะมาทำการพูดถึงการใช้งาน แผนภูมิปฏิสัมพันธ์ หรือ INTERACTION GRAPH ในการคำนวณหาว่า เมื่อโครงสร้างเสาเข็มของเราจะต้องรับแรงกระทำตามแนวแกนหรือ AXIAL LOAD แล้ว โครงสร้างเสาเข็มต้นนั้นๆ ยังจะมีความสามารถในการรับค่าโมเมนต์ดัดหรือ MOMENT LOAD เป็นไปตามที่กำหนดด้วยหรือไม่ ซึ่งวิธีการที่น่าจะอธิบายได้ง่ายและดีที่สุดก็คงจะเป็นการยกตัวอย่างจากการคำนวณนั่นเอง ดังนั้นผมคิดว่าเรามาเริ่มต้นดูกันเลยดีกว่า หกาว่าผมมีโครงสร้างเสาเข็มอยู่ต้นหนึ่งที่จะต้องรับน้ำหนักบรรทุก LOAD CASE ที่ 1 ซึ่งก็คือน้ำหนักบรรทุกคงที่หรือ DEAD LOAD ที่เป็นแรงกระทำตามแนวแกนมีค่าเท่ากับ 21 ตัน แรงโมเมนต์ดัดรอบแกน X มีค่าเท่ากับ 1.10 ตัน-เมตร และแรงโมเมนต์ดัดรอบแกน Y มีค่าเท่ากับ 1.45 ตัน-เมตร น้ำหนักบรรทุกจรเท่ากับ 6.50 ตัน สำหรับน้ำหนักบรรทุก LOAD CASE […]
สร้างใหม่เลือกใช้ เสาเข็มสปันไมโครไพล์ (Spun Micro Pile) เพื่อฐานรากของโครงสร้างที่มั่นคง และการรับน้ำหนักที่ปลอดภัย การสร้างใหม่ต้องมีฐานรากที่มั่นคงแข็งแรง เพื่อรองรับน้ำหนักของโครงสร้าง การเลือกใช้เสาเข็มจึงเป็นสิ่งสำคัญ เราขอแนะนำเสาเข็มสปันไมโครไพล์ เป็นเสาเข็มขนาดเล็กที่มีความมั่นคงแข็งแรงสูง ด้วยการใช้นวัตกรรมการผลิตแบบใหม่ ผลิตด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เป็นเทคโนโลยีการผลิตจากประเทศเยอรมัน การตอกสามารถตอกต่อกันได้ลึกถึงชั้นดินทรายแข็ง โดยการเชื่อมด้วยไฟฟ้า สามารถรับน้ำหนักได้ตามที่วิศวกรออกแบบได้อย่างปลอดภัย ทดสอบการรับน้ำหนักโดย Dynamic Load Test และทำการตอกเสาเข็มด้วยปั้นจั่นชนิดพิเศษ ที่สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวกรวดเร็ว พร้อมทีมงานช่างที่ผ่านมาตรฐานการฝึกอบรม อีกทั้งเสาเข็มสปันไมโครไพล์ได้ผ่านมาตรฐานการทดสอบคุณภาพเสาเข็ม ได้รับอนุญาตแสดงเครื่องหมายมาตรฐาน มอก.397-2524 มาตรฐานการออกแบบการผลิตและตอก ISO 9001:2015 และชีวอนามัยด้านความปลอดภัยในการตอก ISO 45001:2018 สร้างใหม่ ถึงจะงานใหญ่ แต่เสาเข็มสปันไมโครไพล์ขนาดเล็กก็ตอบโจทย์ สนใจเสาเข็ม ติดต่อภูมิสยาม ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเสาเข็มสปันไมโครไพล์ พร้อมบริการทั่วประเทศ
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน กลับมาพบกันในทุกๆ วันเสาร์แบบนี้อีกครั้งหนึ่งซึ่งผมก็จะมาพบกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะพูดคุยกันถึงหัวข้อ “ถาม-ตอบชวนสนุก” กันนะครับ โดยที่ในวันนี้ผมได้ทำการหยิบยกเอาคำถามที่มีความเกี่ยวข้องกันกับเรื่อง ความรู้ดีๆ เพื่อคุณผู้หญิง เอามาเป็นคำถามประจำสัปดาห์เพื่อให้มีความต่อเนื่องจากคำถามในสัปดาห์ที่แล้วด้วยและเหมือนเช่นเคยผมคงจะต้องออกตัวอีกครั้งหนึ่งว่า คำถามประจำสัปดาห์นี้สุดแสนจะง่ายมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ โดยที่โจทย์ในวันนี้ก็คือ หากผมมีคานรับแรงดัดที่จะต้องรับน้ำหนักบรรทุกดังที่ได้แสดงอยู่ในรูป โดยคานจะต้องรับน้ำหนักบรรทุกแบบกระทำโดยแผ่กระจายตัวสม่ำเสมอหรือ UNIFORMLY DISTRIBUTED LOAD มีค่าเท่ากับ 1,000 กิโลกรัมต่อเมตร และ จะต้องรับน้ำหนักบรรทุกแบบกระทำเพียงจุดเดียวหรือ CONCENTRATED LOAD มีค่าเท่ากับ 2,000 กิโลกรัม ทั้งนี้คานรับแรงดัดของเรานั้นจะมีความยาวช่วงเท่ากับ 6.00 เมตร และทำจากเหล็กรูปพรรณที่มีค่าโมดูลัสยืดหยุ่นเท่ากับ 2×10^(6) กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร และ มีค่าโมดูลัสความเฉื่อยของหน้าตัดเท่ากับ 10,000 ซม^(4) จงทำการคำนวณดูซิว่า คานรับแรงดัดของเรานั้นจะมีค่าการโก่งตัว “สูงสุดที่สุด” ของคานเท่ากับเท่าใด และ ตำแน่งดังกล่าวนั้นจะเกิดขึ้นที่ตำแหน่งใดครับ ? #โพสต์ของวันเสาร์#ถามตอบชวนสนุก#ปัญหาเรื่องการคำนวณหาค่าการโก่งตัวของคานรับแรงดัด#การคำนวณหาค่าการโก่งตัวค่าสูงสุดของคาน เฉลย ก่อนอื่นเลยผมคิดว่าก่อนที่พวกเราจะมาดูคำตอบของปัญหาข้อนี้กัน สิ่งแรกที่อาจจะผุดขึ้นมาในสมองของเพื่อนๆ เมื่อได้ยินคำถามๆ นี้ก็คงจะเป็น “แล้วเจ้าตำแหน่งจุด […]










