วิธีออกแบบฐานราก Footing เสาเข็มกลุ่ม F5 มีข้อกำหนดทางกฎหมายอย่างไรบ้าง?

2347 วิธีออกแบบฐานราก Footing เสาเข็มกลุ่ม F5 มีข้อกำหนดทางกฎหมายอย่างไรบ้าง?

การออกแบบ ฐานรากเสาเข็มกลุ่ม F5 (Footing F5) ซึ่งเป็นฐานรากที่ใช้เสาเข็มจำนวน 5 ต้น รองรับเสาตอม่อ 1 ต้น ถือเป็นโครงสร้างฐานรากที่ต้องรับน้ำหนักบรรทุกค่อนข้างสูง (เช่น อาคารหลายชั้น โครงสร้างต่อเติมขนาดใหญ่ แท่นเครื่องจักรหนัก หรือส่วนต่อเติมที่ตั้งอยู่บนชั้นดินเหนียวอ่อน) การออกแบบให้ได้ คุณภาพสูงสุด และถูกต้องตาม ข้อกำหนดทางกฎหมาย มีหลักการและข้อพิจารณาทางวิศวกรรมดังนี้ครับ:


1. รูปแบบและการจัดวางเสาเข็มกลุ่ม F5

การจัดวางตำแหน่งเสาเข็ม 5 ต้นในฐานราก F5 โดยทั่วไปตามหลักวิศวกรรมจะวางในลักษณะ ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยมี:

  • เสาเข็มมุม 4 ต้น: วางอยู่ที่มุมทั้งสี่ของฐานราก
  • เสาเข็มจุดศูนย์กลาง 1 ต้น: วางตรงจุดตัดแนวแกนศูนย์กลาง (Center) ใต้เสาตอม่อพอดี
  • การจัดวางรูปแบบนี้ช่วยให้การกระจายแรงกดลงสู่เสาเข็มแต่ละต้นเป็นไปอย่างสมดุล ลดแรงบิดและโมเมนต์ดัดเยื้องศูนย์ได้ดีเยี่ยม

2. ข้อกำหนดทางกฎหมายและมาตรฐานวิศวกรรมในการออกแบบฐานราก F5

ตาม กฎกระทรวง กำหนดฐานรากของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคาร พ.ศ. 2566 และมาตรฐานวิศวกรรมโครงสร้าง (วสท./มยผ.) มีข้อกำหนดสำคัญที่วิศวกรออกแบบต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ดังนี้:

  1. ระยะห่างระหว่างเสาเข็ม (Center to Center Distance):
    • ตำแหน่งของเสาเข็มแต่ละต้นในฐานรากกลุ่ม ต้องมีระยะห่างไม่น้อยกว่า 3 เท่าของมิติที่กว้างที่สุดของหน้าตัดเสาเข็ม (3D) (วัดจากศูนย์กลางเสาเข็มถึงศูนย์กลางเสาเข็ม)
    • กรณีจัดวางชิดกว่า 3D: วิศวกรผู้ออกแบบต้องตรวจสอบและคำนวณผลกระทบเรื่องกำลังแบกทานของเสาเข็มกลุ่มที่อาจลดลง (Group Pile Efficiency) ตามจำนวนเสาเข็มที่เพิ่มขึ้น
  2. ความหนาของฐานคอนกรีต (Footing Thickness):
    • ฐานรากเสาเข็มรับแรงแบกทานหรือเสาเข็มกลุ่ม ต้องมีความหนาของแท่นคอนกรีต ไม่น้อยกว่า 35 เซนติเมตร เพื่อให้มีระยะลึกเพียงพอในการรับแรงเฉือนและต้านทานการเจาะทะลุ (Punching Shear)
  3. ระยะหุ้มหัวเสาเข็มและขอบเสาเข็ม (Covering & Embedment):
    • ระยะหุ้มหัวเสาเข็ม (Embedment Depth): หัวเสาเข็มต้องฝังเข้าไปในเนื้อคอนกรีตฐานราก ไม่น้อยกว่า 7.5 เซนติเมตร
    • ระยะหุ้มขอบเสาเข็ม (Edge Distance): ระยะจากขอบนอกของเสาเข็มต้นริมสุดถึงขอบนอกสุดของฐานรากคอนกรีต ต้องไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง (หรือมิติหน้าตัด) ของเสาเข็มต้นริม
  4. ระยะหุ้มคอนกรีตเหล็กเสริม (Concrete Covering):
    • ต้องเว้นระยะหุ้มคอนกรีตระหว่างเหล็กเสริมกับผิวสัมผัสดิน ไม่น้อยกว่า 5 – 7.5 เซนติเมตร เพื่อป้องกันความชื้นและน้ำใต้ดินซึมเข้าทำลายเหล็กจนเกิดสนิม
  5. การรองรับเสาเข็มเบี่ยงเบนเยื้องศูนย์ (Pile Deviation):
    • โครงสร้างอาคารเหนือฐานรากต้องได้รับการออกแบบให้ต้านทานผลกระทบจากการที่เสาเข็มแต่ละต้นตอกเบี่ยงเบนจากศูนย์กลางได้ ไม่น้อยกว่า 75 มิลลิเมตร โดยไม่ทำให้เสาเข็มรับน้ำหนักเกินกว่าที่ออกแบบไว้เกินร้อยละ 10
  6. การตรวจสอบกำลังทางโครงสร้างของฐานราก:
    • ต้องตรวจสอบแรงเฉือนทะลุ (Punching Shear / Two-Way Shear) รอบเสาตอม่อและรอบหัวเสาเข็มทุกต้น
    • ตรวจสอบแรงเฉือนแบบคาน (One-Way Shear) ณ หน้าตัดวิกฤต
    • คำนวณปริมาณเหล็กเสริมรับแรงดึง (Tension Tie / Flexural Reinforcement) ทั้งสองแนวแกนให้เพียงพอต่อการรับโมเมนต์ดัด

3. พิจารณาเลือก “เสาเข็มสปันไมโครไพล์” สำหรับงานต่อเติมบนฐานราก F5

งานต่อเติมอาคาร โรงงาน หรือโครงสร้างขนาดใหญ่ที่จำเป็นต้องใช้ฐานรากกลุ่ม F5 มักเป็นงานที่รับน้ำหนักมหาศาลและทำในพื้นที่จำกัด การเลือกใช้ เสาเข็มสปันไมโครไพล์ (Spun Micropile) ของภูมิสยาม ถือเป็นโซลูชันฐานรากคุณภาพสูงสุด ด้วยจุดเด่นดังนี้:

  • แกร่งกว่าเสาเข็มทั่วไปถึง 10 เท่า: ผลิตด้วยนวัตกรรมปั่นแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางความเร็วสูง (Spun Process) เนื้อคอนกรีตอัดแน่น ไร้โพรงอากาศ ได้รับมาตรฐาน มอก. 397-2562 และผ่านการรับรอง SCG Endorsed Brand
  • แรงสั่นสะเทือนต่ำมาก ตอกชิดอาคารเดิมได้ปลอดภัย: เสาเข็มมี “รูกลวงตรงกลาง” ช่วยระบายดินขึ้นด้านบนขณะตอก ลดแรงดันดินและแรงสั่นสะเทือนสะท้อนกลับได้ดีเยี่ยม สามารถตอกชิดผนัง ตัวบ้าน หรือโครงสร้างเดิมได้ประชิดถึง 50 เซนติเมตร โดยไม่ทำให้อาคารเดิมแตกร้าว
  • ตอกลึกอัดแน่นถึงชั้นดินแข็งดาน (End Bearing): ต่อเชื่อมท่อนเข็มยาว 1.5 เมตร ด้วยการเชื่อมไฟฟ้าเต็มรอบเพลทเหล็กหนา ตอกลึกลงไปจนถึงชั้นดินแข็งดานจริง (ความลึกเฉลี่ย 18–21 เมตรในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล หรือ 6–15 เมตรในต่างจังหวัด) ตรวจสอบกำลังรับน้ำหนักผ่านค่า Last 10 Blows หน้างานจริง ช่วยหยุดปัญหาอาคารส่วนต่อเติมทรุดตัวได้อย่างถาวร
  • กำลังรับน้ำหนักสูงและหลากหลายขนาด: มีขนาดหน้าตัดทรงกลม Dia 21, 25, 30 ซม. (รับน้ำหนักปลอดภัย 20–50 ตัน/ต้น) และทรงสี่เหลี่ยมสปัน SQ 18×18 ซม. (รับน้ำหนักปลอดภัย 15–20 ตัน/ต้น) ซึ่งเมื่อนำมาจัดวางเป็นเสาเข็มกลุ่ม F5 จะสามารถรองรับน้ำหนักรวมได้มหาศาล
  • หน้างานแห้งสะอาด (Dry Process): ติดตั้งด้วยปั้นจั่นพิเศษความสูงไม่เกิน 3 เมตร เข้าทำงานในซอกแคบใต้เพดานหรือในอาคารได้สบาย ไร้โคลนเลอะเทอะ ตอกเสร็จตัดแต่งระดับหัวเสาแล้ว สามารถผูกเหล็กและเทคอนกรีตทำฐานราก F5 ต่อได้ทันที

สำหรับงานบ้านพักอาศัยและอาคารทั่วไป หากท่านต้องการให้ทีมวิศวกรมืออาชีพช่วยคำนวณน้ำหนัก วางแปลนเสาเข็มกลุ่ม F5 และออกแบบรายการคำนวณฐานรากถูกต้องตามกฎหมาย (มีบริการออกแบบแปลนฐานรากให้ฟรี) แนะนำปรึกษาที่ ไลน์ @bhumisiam ได้ตลอดเวลาครับ


สรุปท้ายบทความ

การออกแบบฐานรากเสาเข็มกลุ่ม F5 เป็นการใช้อุปกรณ์เสาเข็ม 5 ต้นรองรับเสาตอม่อเพื่อถ่ายน้ำหนักอาคารลงสู่ชั้นดินอย่างมั่นคง โดยมีข้อกำหนดทางกฎหมายตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2566 ที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ได้แก่ การจัดระยะห่างระหว่างศูนย์กลางเสาเข็มไม่น้อยกว่า 3 เท่าของขนาดหน้าตัดเสาเข็ม (3D), ความหนาฐานรากคอนกรีตไม่น้อยกว่า 35 เซนติเมตร, ระยะฝังหัวเสาเข็มในฐานรากไม่น้อยกว่า 7.5 เซนติเมตร และระยะหุ้มขอบเสาเข็มไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของขนาดเสาเข็มต้นริม ทั้งนี้ สำหรับงานต่อเติมที่ต้องการคุณภาพสูงสุด การเลือกใช้ “เสาเข็มสปันไมโครไพล์ มาตรฐาน มอก. 397-2562” ของภูมิสยาม คือตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะนอกจากจะได้เนื้อคอนกรีตแรงเหวี่ยงที่แข็งแกร่งกว่าเข็มทั่วไปถึง 10 เท่า และตอกลึกถึงชั้นดินดานจริงแล้ว นวัตกรรมรูกลวงตรงกลางยังช่วยลดแรงดันดินและแรงสั่นสะเทือนขณะตอก สามารถตอกชิดอาคารเดิมในพื้นที่จำกัดได้อย่างปลอดภัย หน้างานสะอาด และพร้อมเริ่มงานโครงสร้างฐานราก F5 ได้ทันทีตามมาตรฐานวิศวกรรมสูงสุดครับ


🏗️ หากท่านมีแบบแปลนอาคารหรือค่าน้ำหนักบรรทุกที่ต้องการลงฐานราก F5 สามารถแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อให้ทีมวิศวกรช่วยประเมินขนาดหน้าตัดเสาเข็มสปันไมโครไพล์เบื้องต้นร่วมกันได้นะครับ!