สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน
ในทุกๆ วันพฤหัสบดีแบบนี้ ผมก็จะมาพบกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะพูดคุยกันถึงหัวข้อ “ความรู้ดีๆ เรื่องวิศวกรรมงานฐานราก งานดินและเสาเข็ม” นะครับ
วันนี้ผมจะขออนุญาตมาพูดถึงเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องและถือได้ว่ามีความสำคัญมากๆ เกี่ยวกับเรื่องวิศวกรรมงานฐานรากและงานดินนั่นก็คือ โครงสร้างป้องกันมิให้ดินพัง หรือ SOIL RETAINING STRUCTURTES นั่นเองนะครับ
จุดประสงค์ของการก่อสร้างโครงสร้างป้องกันมิให้ดินพังนั้นก็ค่อนข้างที่จะตรงไปตรงมานั่นก็คือ การป้องกันการเคลื่อนตัวของมวลดิน มิให้ดินเกิดการเคลื่อนที่เข้ามาสู่ตัวโครงสร้างจนโครงสร้างของเรานั้นเกิดการวิบัติขึ้น ทั้งนี้การประยุกต์ใช้งานเจ้าโครงสร้างป้องกันมิให้ดินพังในทางวิศวกรรรมนั้นมีอยู่ด้วยกันมากมายเลย เช่น งานดินถม งานดินขุด งานสะพาน งานโครงสร้างเพื่อป้องมิให้น้ำท่วม เป็นต้น ซึ่งโดยส่วนมากแล้วโครงสร้างป้องกันมิให้ดินพังนั้นมักที่จะก่อสร้างขึ้นในรูปแบบของกำแพงหรือ WALL ที่จะทำหน้าที่ในการกันดินโดยวัสดุที่นิยมถูกนำมาสร้างมากที่สุดก็คือ คอนกรีต และ เหล็ก ตามลำดับครับ
โดยหากเราจะทำการจำแนกประเภทของโครงสร้างป้องกันมิให้ดินพังนั้นออกเป็นประเภทหลักๆ เราก็พอที่จะทำการแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่
- โครงสร้างกำแพงกันดินซึ่งจะอาศัยกลไกจากน้ำหนักของตัวเองในการรับแรง หรือ GRAVITY WALL
สาเหตุที่ชื่อของกำแพงชนิดนี้คือ GRAVITY WALL นั่นเป็นเพราะว่า เสถียรภาพของกำแพงกันดินชนิดนี้จะขึ้นอยู่กับน้ำหนักของตัวมันเองเป็นหลัก ซึ่งโดยมากแล้วการก่อสร้างโครงสร้างกำแพงกันดินชนิดนี้จะก่อให้เกิดความสิ้นเปลืองค่อนข้างที่จะมากเพราะตัวกำแพงเองจะต้องมีขนาดของตัวกำแพงเองที่มากเพียงพอที่จะต้านทานแรงดันของดินที่เข้ามากระทำทางด้านข้างกับตัวของกำแพงกันดินให้ได้ การใช้กำแพงกันดินชนิดนี้อาจจะเหมาะสมกับความสูงของดินที่ไม่มากนัก ซึ่งนั่นคือเหตุผลว่าเพราะเหตุใดเราจึงไม่ค่อยนิยมนำเอาเจ้ากำแพงชนิดนี้ไปใช้ในการก่อสร้างเพื่อที่จะใช้ต้านทานมวลดินที่มีขนาดมากๆ นะครับ
- โครงสร้างกำแพงกันดินแบบยื่นซึ่งจะอาศัยกลไกอื่นๆ ในการรับแรง หรือ CANTILEVER WALL
สำหรับกรณีที่กำแพงกันดินของเรานั้นมีขนาดความสูงที่มากๆ ซึ่งพอพิจารณาแล้วก็อาจจะพบว่า การใช้กำแพงกันดินแบบ GRAVITY WALL อาจจะไม่เหมาะสมด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง ซึ่งการที่ดินนั้นมีขนาดความสูงที่มากๆ ก็จะทำให้แรงดันดินทางด้านข้างก็จะมีค่าที่มากตามไปด้วยและก็จะยิ่งมีแนวโน้มที่จะทำให้กำแพงกันดินนั้นเกิดการพลิกคว่ำหือ OVERTURN ได้ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความประหยัดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง เราก็อาจที่จะเลือกใช้กำแพงกันดินชนิดนี้ ซึ่งจะมีส่วนฐานของกำแพงที่ยื่นออกมาอยู่ใต้ส่วนที่เป็นดินถม ซึ่งก็จะทำให้น้ำหนักของดินถมที่อยู่เหนือส่วนของฐานนี้ช่วยป้องกันการพลิกคว่ำดังกล่าว
ดังนั้นการที่เราจะเลือกใช้ระบบของกำแพงที่จะทำหน้าที่เป็นโครงสร้างป้องกันมิให้ดินพังเป็นแบบใดแบบหนึ่งนั้น เราอาจจะต้องทำการประเมินและพิจารณาจากหลายๆ อย่างรวมกัน เช่น เรื่องของงบประมาณในการก่อสร้าง เรื่องวิธีการและข้อจำกัดต่างๆ ที่มีในงานก่อสร้าง เรื่องของวัสดุที่จะสามารถนำมาใช้ในการก่อสร้าง เป็นต้น พอเราทำการพิจารณาดูเรียบร้อยแล้ว จากนั้นเราก็ค่อยมาทำการวิเคราะห์และออกแบบดูซิว่า เราจะเลือกใช้ระบบของกำแพงที่จะทำหน้าที่เป็นโครงสร้างป้องกันมิให้ดินพังนั้นเป็นแบบใดกันแน่ ทั้งนี้เพื่อให้กำแพงของเรานั้นจะได้ทำหน้าที่ของมันได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพสูงที่สุดนั่นเองครับ
ยังไงในครั้งต่อๆ ไปที่เราจะได้มาพบกัน ผมก็จะค่อยๆ ทยอยนำเอาความรู้ต่างๆ ทีละหัวข้อที่มีความเกี่ยวข้องกันกับเรื่อง โครงสร้างกำแพงกันดิน นี้มาบอกเล่าให้เพื่อนๆ ได้ค่อยๆ รับทราบกันไปทีละขั้นทีละตอน หากเพื่อนๆ ท่านใดที่มีความสนใจในหัวข้อนี้เป็นพิเศษ ก็สามารถที่จะติดตามอ่านบทความนี้ของผมได้ในสัปดาห์หน้านะครับ
หวังว่าความรู้เล็กๆ น้อยๆ ที่ผมได้นำมาฝากแก่เพื่อนๆ ทุกๆ ท่านจากคำถามในวันนี้น่าที่จะมีประโยชน์ต่อทุกๆ ท่านไม่มากก็น้อย และ จนกว่าจะพบกันใหม่นะครับ
#โพสต์วันพฤหัสบดี
#ความรู้เกี่ยวกับการทำงานเสาเข็ม
#ความรู้ในเบื้องต้นเกี่ยวกับโครงสร้างป้องกันมิให้ดินพัง
#ตอนที่1
#ประเภทของกำแพงที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างป้องกันมิให้ดินพัง
ADMIN JAMES DEAN


