ควรใช้ฐานรากตื้นเมื่อใด? (เมื่อชั้นดินบนสุดมีความแข็งแรงและรับน้ำหนักอาคารได้ดี)

352 ควรใช้ฐานรากตื้นเมื่อใด? (เมื่อชั้นดินบนสุดมีความแข็งแรงและรับน้ำหนักอาคารได้ดี)

การเลือกใช้ ฐานรากตื้น (Shallow Foundation) หรือฐานรากแผ่ มีเกณฑ์การพิจารณาที่สำคัญจากสภาพชั้นดินและลักษณะอาคารดังนี้ครับ:

  • เมื่อชั้นดินบนสุดมีความแข็งแรงสูง: ควรเลือกใช้ฐานรากตื้นเมื่อชั้นดินระดับตื้น (มักลึกไม่เกิน 3 เมตร) มีความสามารถในการรับน้ำหนัก (Bearing Capacity) ได้ดีเพียงพอที่จะรองรับอาคารได้โดยไม่เกิดการทรุดตัวที่รุนแรง เช่น พื้นที่ที่เป็นชั้นดินดาน (Hardpan) ชั้นหิน หรือดินลูกรังที่มีความแน่นสูง
  • เมื่อน้ำหนักอาคารไม่มากนัก: ฐานรากประเภทนี้เหมาะสำหรับอาคารขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางที่มีน้ำหนักบรรทุกไม่สูงมาก เช่น บ้านพักอาศัยชั้นเดียว หรือบ้านสองชั้นที่มีน้ำหนักไม่มาก และอาคารพาณิชย์ขนาดเล็กที่มีการกระจายน้ำหนักได้ดี
  • เมื่อต้องการความประหยัดและรวดเร็ว: ในพื้นที่ที่วิศวกรประเมินแล้วว่าดินมีความแข็งแรงพอ การใช้ฐานรากตื้นจะช่วยประหยัดงบประมาณได้มากที่สุด เนื่องจากไม่ต้องเสียค่าเสาเข็มและค่าเครื่องจักรในการตอกหรือเจาะ อีกทั้งยังมีขั้นตอนการก่อสร้างที่ไม่ซับซ้อนและทำงานได้รวดเร็ว
  • พื้นที่ที่ไม่มีปัญหาดินอ่อน: มักใช้ในพื้นที่ที่ดินไม่มีการยุบตัวหรือดินอ่อนหนาๆ เช่น ในภาคเหนือ หรือพื้นที่เชิงเขา ซึ่งแตกต่างจากพื้นที่ดินอ่อนอย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ไม่แนะนำให้ใช้ฐานรากประเภทนี้เพราะเสี่ยงต่อการทรุดตัวไม่เท่ากัน
  • ข้อกำหนดตามมาตรฐานวิศวกรรมและกฎหมาย: แม้จะเป็นฐานรากตื้น แต่ตามกฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัย (หากไม่ได้ใช้เสาเข็ม) จะต้องมีการขุดดินลงไปเพื่อฝังฐานรากให้ลึกจากระดับผิวดินอย่างน้อย 1 เมตร เพื่อให้วางอยู่บนชั้นดินเดิมที่แน่นหนาและป้องกันการถูกน้ำกัดเซาะใต้ฐาน (ยกเว้นกรณีวางอยู่บนชั้นหิน)

สรุปคือ ฐานรากตื้นควรใช้เมื่อ ดินแข็งอยู่ตื้นและน้ำหนักอาคารไม่สูงเกินไป” โดยต้องผ่านการประเมินจากวิศวกรเพื่อคำนวณกำลังรับน้ำหนักที่ปลอดภัยของดินในแต่ละพื้นที่ก่อนเสมอ