331 เหล็กเสริมในฐานรากมีลักษณะอย่างไร?
เหล็กเสริมในฐานราก (Footing) มีลักษณะสำคัญที่ถูกออกแบบมาเพื่อรับแรงดึงและแรงกระทำจากโครงสร้าง โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ
- รูปแบบการจัดเรียง (Rebar Arrangement)
- ตะแกรงเหล็ก (Steel Mesh): เหล็กเสริมในฐานรากโดยทั่วไปจะถูกจัดเรียงเป็นตะแกรงสานกันเป็นตารางสี่เหลี่ยม
- ตะแกรงเหล็กล่าง (Bottom Rebar): ทำหน้าที่หลักในการรับแรงดึงจากการที่ฐานรากแอ่นตัวเป็นคานยื่นออกไปทั้งสองด้าน มักจะมีการงอปลายเหล็กขึ้นทั้งสองด้านเพื่อทำเป็นขอเกี่ยวช่วยในการยึดเกาะ
- ตะแกรงเหล็กบน (Top Rebar): มักใช้ในฐานรากขนาดใหญ่ ฐานรากเสาเข็ม หรือฐานรากร่วม (Combined Footing) เพื่อช่วยรับแรงดึงจากการดัดตัวของฐานรากในจุดที่เกิดการโก่งตัวที่กลางช่วงเสา
- ประเภทของเหล็กที่ใช้
- เหล็กข้ออ้อย (Deformed Bar – DB): เป็นเหล็กหลักที่ใช้ในงานฐานราก เนื่องจากมีผิวเป็นบั้งหรือปล้องที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะกับเนื้อคอนกรีตได้ดี
- ข้อห้าม: ห้ามใช้เหล็กเส้นกลม (RB) สลับหรือแทนเหล็กข้ออ้อยในตะแกรงฐานรากเด็ดขาด เนื่องจากรับแรงดึงและยึดเกาะคอนกรีตได้น้อยกว่ามาก
- ลักษณะเฉพาะตามประเภทฐานราก
- ฐานรากแผ่ (Spread Footing): มักใช้เหล็กข้ออ้อยขนาด DB12 หรือ DB16 ผูกเป็นตะแกรงสี่เหลี่ยมชั้นเดียวที่ด้านล่าง
- ฐานรากเสาเข็ม (Pile Cap): มักใช้เหล็ก DB12 – DB16 ขึ้นไป ในกรณีฐานรากเสาเข็มต้นเดียว การเสริมเหล็กจะมีลักษณะคล้ายกับเหล็กปลอกของเสามากกว่าการทำเป็นตะแกรง เพื่อทำหน้าที่กอดรัดคอนกรีตป้องกันการฉีกขาดจากการงัดของหัวเสาเข็ม
- องค์ประกอบเสริมอื่นๆ
- เหล็กยืนเสาตอม่อ (Starter Bars/Dowel Bars): เหล็กแกนเสาจะยื่นลงมาถึงตะแกรงเหล็กด้านล่างของฐานรากแล้วแผ่ออกโดยรอบเพื่อถ่ายน้ำหนักลงสู่ฐานราก โดยมีระยะฝังทาบ (Lap Splice) ที่คำนวณตามขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเหล็ก (ประมาณ 40-50 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลาง) เพื่อความมั่นคง
- ลูกปูน (Concrete Spacer): ใช้หนุนตะแกรงเหล็กด้านล่างให้ลอยขึ้นเหนือแบบหล่อ เพื่อให้มีระยะหุ้มคอนกรีต (Concrete Cover) ประมาณ 5-7.5 เซนติเมตร ป้องกันความชื้นและการเกิดสนิม
สรุปสั้นๆ คือ เหล็กเสริมฐานรากจะมีลักษณะเป็นตะแกรงเหล็กข้ออ้อยที่เน้นการเสริมที่ด้านล่างเป็นหลักเพื่อรับแรงดึง และมีการยึดต่อกับเหล็กแกนเสาอย่างมั่นคงตามมาตรฐานวิศวกรรม

