สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน กลับมาพบกันในทุกๆ วันอังคารแบบนี้อีกครั้งหนึ่งซึ่งผมก็จะมาพบกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะพูดคุยกันถึงหัวข้อ “ความรู้ดีๆ เพื่อคุณผู้หญิง” นะครับ ในวันนี้ผมจะขออนุญาตมาทำการอธิบายและลงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องผลกระทบในเรื่องรูปแบบของเสียรูปที่เกิดขึ้นในโครงสร้างแปแบบ หน้าตัดแบบปิด และ หน้าตัดแบบเปิด ที่เกิดจากการวางน้ำหนักบรรทุกให้ “ไม่มี” การเยื้องศูนย์และ “มี” การเยื้องศูนย์ออกไปจากแนวจุดศูนย์กลางของแรงเฉือนของหน้าตัดเพิ่มเติมกันอีกสักหนึ่งโพสต์ โดยที่ผมจะอาศัยรูปประกอบในโพสต์ๆ นี้ซึ่งน่าจะช่วยทำให้เพื่อนๆ ทุกคนๆ นั้นเกิดความเข้าใจถึงสิ่งที่ผมกำลังจะทำการอธิบายได้ง่ายดายยิ่งขึ้น ดังนั้นเรามาเริ่มต้นดูรูปๆ นี้กันเลยดีกว่านะครับ จากรูปเราจะเห็นได้ว่า ผมหยิบยกเอากรณีของคานช่วงเดียวแบบง่ายหรือ SIMPLE BEAM ที่ต้องทำหน้าที่ในการรับน้ำหนักบรรทุกแบบแผ่กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอหรือ UNIFORMLY DISTRIBUTED LOAD ในทิศทางลง โดยเมื่อคานๆ นี้เกิดรับน้ำหนักบรรทุกไปแล้วก็จะเห็นได้ว่าจะเกิด “เส้นซึ่งแสดงค่าการเสียรูป” หรือ “DEFORMED SHAPE” ซึ่งก็คือ “เส้นประสีแดง” ในรูป ซึ่งในรูปๆ นี้จะเป็นรูปที่แสดงถึงรูปแบบของการเสียรูปโดยทั่วๆ ไปของโครงสร้างคานช่วงเดียวแบบง่ายนั่นเองนะครับ ต่อมาผมก็จะทำการแบ่งลักษณะของความ “สมมาตร” และความ “ไม่สมมาตร” ของหน้าตัดและ “แนวของการถ่ายน้ำหนัก” ของโครงสร้างคาน ซึ่งสำหรับหน้าตัดช้างต้นนี้เราก็จะทราบดีว่าจะมีแนวจุดศูนย์ถ่วงของหน้าตัดหรือ CENTER […]
Monthly Archives: July 2020
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน กลับมาพบกันในทุกๆ วันพุธแบบนี้อีกครั้งหนึ่งซึ่งผมก็จะมาพบกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะพูดคุยกันถึงหัวข้อ “ความรู้ดีๆ เรื่องประสบการณ์งานคำนวณออกแบบและการก่อสร้าง” นะครับ ตามที่ผมได้เรียนให้เพื่อนๆ ทราบไปในการโพสต์ของเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า วันนี้ผมจะขออนุญาตมาทำการอธิบายและลงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่อง วิธีการคำนวณโดยละเอียด ซึ่งแน่นอนว่าวิธีการดังกล่าวนี้ย่อมที่จะทำให้เกิดความประหยัดที่มากกว่าวิธีการข้างต้นนี้ค่อนข้างที่จะมากเลยและก็แน่นอนว่า วิธีการนี้ก็ย่อมมีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้กับงานก่อสร้างที่มีการควบคุมการทำงานก่อสร้างโครงสร้างเสาเข็มเป็นอย่างดีนั่นเอง อีกครั้งหนึ่งก็แล้วกันนั่นก็คือ สำหรับการวิเคราะห์หาค่ากำลังรับน้ำหนักบรรทุกประลัยของเสาเข็มกลุ่มเมื่อเสาเข็มนั้นถูกวางตัวอยู่ในชั้นดินเหนียวนั้นจะต้องมีข้อแม้ที่เป็นไปตามที่ผมได้อธิบายไปก่อนหน้านี้นั่นก็คือ ระยะห่างระหว่างโครงสร้างเสาเข็มนั้นควรจะต้องมีการวางตัวห่างกันไม่น้อยกว่า 3 เท่าของขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของเสาเข็มเอง สำหรับค่า n1 และ n2 ก็คือ จำนวนของเสาเข็มที่อยู่ใน แนวดิ่ง และ แนวราบ ตามทิศทางในแปลนโครงสร้างเสาเข็มภายในโครงสร้างฐานราก ซึ่งผลคูณระหว่างค่าทั้งสองนี้ก็คือ จำนวนของเสาเข็มทั้งหมดที่จะอยู่ในเสาเข็มกลุ่มของเรา ส่วนค่า cu(p) ก็คือค่า UNDRAINED COHESION ของดินเหนียวที่อยู่บริเวณปลายล่างสุดของโครงสร้างเสาเข็ม ค่า Ap ก็คือ พื้นที่หน้าตัดของโครงสร้างเสาเข็ม ส่วนค่า Ab ก็คือ พื้นที่หน้าตัดของบล็อกสี่เหลี่ยมของฐานรากกลุ่มของเราและค่า pg ก็คือ ความยาวของเส้นรอบรูปของบล็อกสี่เหลี่ยมของฐานรากกลุ่มของเรา จากนั้นเราก็จะสามารถที่จะทำการคำนวณค่าต่างๆ ออกมาได้ดังขั้นตอนต่อไปนี้ครับ (1) เราจะเริ่มต้นทำการคำนวณหาค่ากำลังการรับน้ำหนักของเสาเข็มที่เป็นค่า Q(group)(clay)(1) กันก่อน […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน กลับมาพบกันในทุกๆ วันอังคารแบบนี้อีกครั้งหนึ่งซึ่งผมก็จะมาพบกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะพูดคุยกันถึงหัวข้อ “ความรู้ดีๆ เพื่อคุณผู้หญิง” นะครับ ผมเชื่อเหลือเกินว่า หากเราพูดถึงแขนงหรือสาขาหนึ่งของงานวิศวกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับคุณผู้หญิง ผมคิดว่าสาขาหนึ่งที่พวกเรามักจะนึกถึงกันแทบจะในทันที่เลยก็คือ สาขาวิศวกรรมความปลอดภัย หรือ SAFETY ENGINEERING ซึ่งหากเรามาดูในรายละเอียดแล้วเราอาจจะตกใจว่า สาขาๆ นี้จริงๆ แล้วมีรายละเอียดของการเรียนที่น่าตกใจผิดไปจากชื่อของมันมากเลย ดังนั้นในวันนี้ผมจะขออนุญาตมาพูดถึงหัวข้อๆ นี้สักเล็กน้อยนะครับ ในความเป็นจริงๆ แล้ว วิศวกรรมความปลอดภัย นั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องเฉพาะกับงานในสาขาวิศวกรรมโยธาเพียงสาขาเดียวเท่านั้นนะครับแต่ศาสตร์ทางด้านนี้ถือเป็นสาขาวิชาการหนึ่งที่มุ่งเน้นทำการศึกษาและทำการจัดการเกี่ยวกับระบบต่างๆ ของการทำงาน โดยที่จะเน้นไปที่การผลิตภายในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งก็อาจจะครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของอุปกรณ์ในการผลิต ในการติดตั้ง รวมไปถึงในขั้นตอนและวิธีการทำงานอีกด้วย อีกทั้งยังเป็นหลักสูตรที่พูดถึงเรื่องของการประเมินความเสี่ยงในเชิงคณิตศาสตร์อีกด้วย ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ สาขาวิศวกรรมความปลอดภัย นั้นจะเน้นและออกแบบให้รูปแบบของการทำงานเพื่อให้เกิดความปลอดภัยโดยที่จะให้เป็นไปสอดคล้องกันกับระดับที่มีความเหมาะสมกับลักษณะของงานนั้นๆ ด้วยนะครับ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้วหากเราจะสามารถทำการควบคุมหรือจำกัดการเกิดของอุบัติเหตุได้ เพราะวิธีการนี้เป็นวิธีการที่เราจะทำการ “ป้องกัน” มิให้เกิดอันตรายขึ้น แทนที่จะเป็นการ “แก้ไข” ปัญหาที่ปลายเหตุ เหมือนในสุภาษิตของไทยเราที่ว่า “วัวหายแล้วล้อมคอก” นั่นเองนะครับ อีกทั้งการดำเนินการทางด้าน วิศวกรรมความปลอดภัย นี้ยังเป็นการช่วยลดโอกาสที่จะเกิดเหตุอาการบาดเจ็บอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุต่างๆ ในการทำงานในขั้นตอนต่างๆ ได้อีกด้วย ซึ่งก็อาจจะรวมถึงอาการเจ็บป่วยหรือการสูญเสียทรัพย์สินต่างๆ อีกทั้งยังเป็นการควบคุมมิให้เกิดเหตุภัยอันตรายต่างๆ […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน ในทุกๆ วันพฤหัสบดีแบบนี้ ผมก็จะมาพบกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะพูดคุยกันถึงหัวข้อ “ความรู้ดีๆ เรื่องวิศวกรรมงานฐานราก งานดินและเสาเข็ม” นะครับ ตามที่ผมได้แจ้งไปในสัปดาห์ที่แล้วว่า ในสัปดาห์นี้ผมจะมาทำการพูดถึงการใช้งาน แผนภูมิปฏิสัมพันธ์ หรือ INTERACTION GRAPH ในการคำนวณหาว่า เมื่อโครงสร้างเสาเข็มของเราจะต้องรับแรงกระทำตามแนวแกนหรือ AXIAL LOAD แล้ว โครงสร้างเสาเข็มต้นนั้นๆ ยังจะมีความสามารถในการรับค่าโมเมนต์ดัดหรือ MOMENT LOAD เป็นไปตามที่กำหนดด้วยหรือไม่ ซึ่งวิธีการที่น่าจะอธิบายได้ง่ายและดีที่สุดก็คงจะเป็นการยกตัวอย่างจากการคำนวณนั่นเอง ดังนั้นผมคิดว่าเรามาเริ่มต้นดูกันเลยดีกว่า หกาว่าผมมีโครงสร้างเสาเข็มอยู่ต้นหนึ่งที่จะต้องรับน้ำหนักบรรทุก LOAD CASE ที่ 1 ซึ่งก็คือน้ำหนักบรรทุกคงที่หรือ DEAD LOAD ที่เป็นแรงกระทำตามแนวแกนมีค่าเท่ากับ 21 ตัน แรงโมเมนต์ดัดรอบแกน X มีค่าเท่ากับ 1.10 ตัน-เมตร และแรงโมเมนต์ดัดรอบแกน Y มีค่าเท่ากับ 1.45 ตัน-เมตร น้ำหนักบรรทุกจรเท่ากับ 6.50 ตัน สำหรับน้ำหนักบรรทุก LOAD CASE […]
สร้างใหม่เลือกใช้ เสาเข็มสปันไมโครไพล์ (Spun Micro Pile) เพื่อฐานรากของโครงสร้างที่มั่นคง และการรับน้ำหนักที่ปลอดภัย การสร้างใหม่ต้องมีฐานรากที่มั่นคงแข็งแรง เพื่อรองรับน้ำหนักของโครงสร้าง การเลือกใช้เสาเข็มจึงเป็นสิ่งสำคัญ เราขอแนะนำเสาเข็มสปันไมโครไพล์ เป็นเสาเข็มขนาดเล็กที่มีความมั่นคงแข็งแรงสูง ด้วยการใช้นวัตกรรมการผลิตแบบใหม่ ผลิตด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เป็นเทคโนโลยีการผลิตจากประเทศเยอรมัน การตอกสามารถตอกต่อกันได้ลึกถึงชั้นดินทรายแข็ง โดยการเชื่อมด้วยไฟฟ้า สามารถรับน้ำหนักได้ตามที่วิศวกรออกแบบได้อย่างปลอดภัย ทดสอบการรับน้ำหนักโดย Dynamic Load Test และทำการตอกเสาเข็มด้วยปั้นจั่นชนิดพิเศษ ที่สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวกรวดเร็ว พร้อมทีมงานช่างที่ผ่านมาตรฐานการฝึกอบรม อีกทั้งเสาเข็มสปันไมโครไพล์ได้ผ่านมาตรฐานการทดสอบคุณภาพเสาเข็ม ได้รับอนุญาตแสดงเครื่องหมายมาตรฐาน มอก.397-2524 มาตรฐานการออกแบบการผลิตและตอก ISO 9001:2015 และชีวอนามัยด้านความปลอดภัยในการตอก ISO 45001:2018 สร้างใหม่ ถึงจะงานใหญ่ แต่เสาเข็มสปันไมโครไพล์ขนาดเล็กก็ตอบโจทย์ สนใจเสาเข็ม ติดต่อภูมิสยาม ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเสาเข็มสปันไมโครไพล์ พร้อมบริการทั่วประเทศ Miss Spunpile Bhumisiam (ภูมิสยาม) บริษัท ภูมิสยาม ซัพพลาย จำกัด ผู้นำกลุ่มธุรกิจเสาเข็มสปันไมโครไพล์ รายแรกและรายเดียวในประเทศไทย ที่ได้การรับรองมาตรฐาน ISO 45001:2018 การจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน กลับมาพบกันในทุกๆ วันเสาร์แบบนี้อีกครั้งหนึ่งซึ่งผมก็จะมาพบกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะพูดคุยกันถึงหัวข้อ “ถาม-ตอบชวนสนุก” กันนะครับ โดยที่ในวันนี้ผมได้ทำการหยิบยกเอาคำถามที่มีความเกี่ยวข้องกันกับเรื่อง ความรู้ดีๆ เพื่อคุณผู้หญิง เอามาเป็นคำถามประจำสัปดาห์เพื่อให้มีความต่อเนื่องจากคำถามในสัปดาห์ที่แล้วด้วยและเหมือนเช่นเคยผมคงจะต้องออกตัวอีกครั้งหนึ่งว่า คำถามประจำสัปดาห์นี้สุดแสนจะง่ายมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ โดยที่โจทย์ในวันนี้ก็คือ หากผมมีคานรับแรงดัดที่จะต้องรับน้ำหนักบรรทุกดังที่ได้แสดงอยู่ในรูป โดยคานจะต้องรับน้ำหนักบรรทุกแบบกระทำโดยแผ่กระจายตัวสม่ำเสมอหรือ UNIFORMLY DISTRIBUTED LOAD มีค่าเท่ากับ 1,000 กิโลกรัมต่อเมตร และ จะต้องรับน้ำหนักบรรทุกแบบกระทำเพียงจุดเดียวหรือ CONCENTRATED LOAD มีค่าเท่ากับ 2,000 กิโลกรัม ทั้งนี้คานรับแรงดัดของเรานั้นจะมีความยาวช่วงเท่ากับ 6.00 เมตร และทำจากเหล็กรูปพรรณที่มีค่าโมดูลัสยืดหยุ่นเท่ากับ 2×10^(6) กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร และ มีค่าโมดูลัสความเฉื่อยของหน้าตัดเท่ากับ 10,000 ซม^(4) จงทำการคำนวณดูซิว่า คานรับแรงดัดของเรานั้นจะมีค่าการโก่งตัว “สูงสุดที่สุด” ของคานเท่ากับเท่าใด และ ตำแน่งดังกล่าวนั้นจะเกิดขึ้นที่ตำแหน่งใดครับ ? #โพสต์ของวันเสาร์ #ถามตอบชวนสนุก #ปัญหาเรื่องการคำนวณหาค่าการโก่งตัวของคานรับแรงดัด #การคำนวณหาค่าการโก่งตัวค่าสูงสุดของคาน เฉลย ก่อนอื่นเลยผมคิดว่าก่อนที่พวกเราจะมาดูคำตอบของปัญหาข้อนี้กัน สิ่งแรกที่อาจจะผุดขึ้นมาในสมองของเพื่อนๆ […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน กลับมาพบกันในทุกๆ วันอังคารแบบนี้อีกครั้งหนึ่งซึ่งผมก็จะมาพบกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะพูดคุยกันถึงหัวข้อ “ความรู้ดีๆ เพื่อคุณผู้หญิง” นะครับ เนื่องจากในสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นผมได้นำเอาตารางที่แสดงถึงค่าของการเสียรูปต่างๆ ของโครงสร้างคานรับแรงดัดมาฝากให้แก่เพื่อนๆ ไปเนื่องจากได้มีน้องผู้หญิงท่านหนึ่งที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 3 ในสาขาวิศวกรรมโยธา โดยที่ตอนนี้น้องกำลังเรียนวิชาการออกแบบโครงสร้างเหล็กหรือ STRUCTURAL STEEL DESIGN โดยที่ใจความของปัญหานั้นมีดังนี้ครับ “หนูเคยเห็นเวลาที่พี่ยกตัวอย่างถึงการคำนวณในเรื่องของคานรับแรงดัด พี่จะพูดและยกตัวอย่างอยู่เสมอว่าให้ทำการตรวจสอบเรื่องแรงเค้นดัดที่ยอมให้ควบคู่ไปกับการตรวจสอบค่าการโก่งตัวของคานรับแรงดัดเสมอ ซึ่งตอนนี้หนูพอที่จะเข้าใจแล้วแต่ที่หนูยังติดอยู่ก็คือ อยากจะได้สมการเอาไว้คำนวณหาค่าการโก่งตัวของคานรับแรงดัดที่อยู่ในหลายๆ รูปแบบหน่อยเพราะตอนสอบวิชานี้จะเป็นการสอบแบบเปิดหนังสือ หนูตั้งใจที่จะได้เตรียมเข้าไปด้วย จะได้ทำข้อสอบได้คะ” ซึ่งผมก็ได้ทำการอธิบายถึงไปแล้วว่าเราควรที่จะแก้ปัญหานี้อย่างไรและการใช้ตารางดังกล่าวนั้นจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างไรบ้าง ปรากฏว่าก็มีคำถามต่อเนื่องจากรุ่นน้องผู้หญิงของผมท่านหนึ่งบนเฟซบุ๊คว่า “เท่าที่ดูจากในตารางที่อาจารย์ได้แนบมา จะมีการกำหนดด้วยว่า ค่าการเสียรูปมากที่สุดหรือ MAXIMUM DEFLECTION ในคานนั้นจะอยู่ที่ตำแหน่งใดและมีค่าเท่ากับเท่าใดเอาไว้ด้วย อยากจะถามอาจารย์ว่า เราจะมีวิธีการดูได้อย่างไรคะว่า ณ ตำแหน่งใดที่ค่าการเสียรูปนั้นจะเกิดขึ้นมากที่สุดคะ ?” ผมคิดว่าคำถามข้อนี้ของน้องเป็นคำถามที่ดีนะ ถึงแม้ว่าจะเป็นคำถามที่ควรที่จะเป็น “พื้นฐาน” ของวิศวกรโครงสร้างทุกๆ ท่านเลยก็ตาม เอาเป็นว่าผมขอตอบให้ฟังง่ายๆ ดังนี้นะครับ หากเราพิจารณาเส้นโค้งที่แสดงค่าของการเสียรูปของคานรับแรงดัดในรูปของโพสต์ๆ นี้เราก็จะพบว่า เส้นโค้งดังกล่าวจะมีลักษณะเหมือนกันกับเส้นโค้งหงาย โดยที่ปลายซ้ายและปลายขวาจะมีค่าการเสียรูปในแนวดิ่งเท่ากับศูนย์เพราะที่ทั้งสองจุดนี้เป็นจุดรองรับแบบ HINGED และ ROLLER […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน ในทุกๆ วันพฤหัสบดีแบบนี้ ผมก็จะมาพบกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะพูดคุยกันถึงหัวข้อ “ความรู้ดีๆ เรื่องวิศวกรรมงานฐานราก งานดินและเสาเข็ม” นะครับ วันนี้ผมจะขออนุญาตมาพูดถึงเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องและถือได้ว่ามีความสำคัญมากๆ เกี่ยวกับเรื่องวิศวกรรมงานฐานรากและงานดินนั่นก็คือ โครงสร้างป้องกันมิให้ดินพัง หรือ SOIL RETAINING STRUCTURTES นั่นเองนะครับ จุดประสงค์ของการก่อสร้างโครงสร้างป้องกันมิให้ดินพังนั้นก็ค่อนข้างที่จะตรงไปตรงมานั่นก็คือ การป้องกันการเคลื่อนตัวของมวลดิน มิให้ดินเกิดการเคลื่อนที่เข้ามาสู่ตัวโครงสร้างจนโครงสร้างของเรานั้นเกิดการวิบัติขึ้น ทั้งนี้การประยุกต์ใช้งานเจ้าโครงสร้างป้องกันมิให้ดินพังในทางวิศวกรรรมนั้นมีอยู่ด้วยกันมากมายเลย เช่น งานดินถม งานดินขุด งานสะพาน งานโครงสร้างเพื่อป้องมิให้น้ำท่วม เป็นต้น ซึ่งโดยส่วนมากแล้วโครงสร้างป้องกันมิให้ดินพังนั้นมักที่จะก่อสร้างขึ้นในรูปแบบของกำแพงหรือ WALL ที่จะทำหน้าที่ในการกันดินโดยวัสดุที่นิยมถูกนำมาสร้างมากที่สุดก็คือ คอนกรีต และ เหล็ก ตามลำดับครับ โดยหากเราจะทำการจำแนกประเภทของโครงสร้างป้องกันมิให้ดินพังนั้นออกเป็นประเภทหลักๆ เราก็พอที่จะทำการแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ โครงสร้างกำแพงกันดินซึ่งจะอาศัยกลไกจากน้ำหนักของตัวเองในการรับแรง หรือ GRAVITY WALL สาเหตุที่ชื่อของกำแพงชนิดนี้คือ GRAVITY WALL นั่นเป็นเพราะว่า เสถียรภาพของกำแพงกันดินชนิดนี้จะขึ้นอยู่กับน้ำหนักของตัวมันเองเป็นหลัก ซึ่งโดยมากแล้วการก่อสร้างโครงสร้างกำแพงกันดินชนิดนี้จะก่อให้เกิดความสิ้นเปลืองค่อนข้างที่จะมากเพราะตัวกำแพงเองจะต้องมีขนาดของตัวกำแพงเองที่มากเพียงพอที่จะต้านทานแรงดันของดินที่เข้ามากระทำทางด้านข้างกับตัวของกำแพงกันดินให้ได้ การใช้กำแพงกันดินชนิดนี้อาจจะเหมาะสมกับความสูงของดินที่ไม่มากนัก […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน กลับมาพบกันในทุกๆ วันเสาร์แบบนี้อีกครั้งหนึ่งซึ่งผมก็จะมาพบกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะพูดคุยกันถึงหัวข้อ “ถาม-ตอบชวนสนุก” กันนะครับ โดยที่ในวันนี้ผมได้ทำการหยิบยกเอาคำถามที่มีความเกี่ยวข้องกันกับเรื่อง ความรู้ดีๆ เรื่องประสบการณ์งานคำนวณออกแบบและการก่อสร้าง เอามาเป็นคำถามประจำสัปดาห์และเหมือนเช่นเคยผมคงจะต้องออกตัวอีกครั้งหนึ่งว่า คำถามประจำสัปดาห์นี้สุดแสนจะง่ายมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ โดยที่โจทย์ในวันนี้ก็คือ หากผมสมมติว่า ผมมีโครงสร้างฐานรากวางบนดินรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือ REGTANGULAR BEARING FOUNDATION ดังรูปที่แสดง ซึ่งฐานรากๆ นี้จะต้องทำหน้าที่ในการรับน้ำหนักบรรทุกใช้งานที่เป็นค่าที่ทำการคำนวณมาทั้งหมดเรียบร้อยแล้วหรือ NET SERVICE LOAD ซึ่งจะประกอบไปด้วยแรงกระทำตามแนวแกนหรือ AXIAL LOAD ซึ่งจะมีค่าเท่ากับ 100 T โดยที่จะมีแรงโมเมนต์ดัดแบบบวกรอบแกน X หรือ POSITIVE MOMENT ABOUT THE X AXIS กระทำเท่ากับ 40 T-M และก็จะมีแรงโมเมนต์ดัดแบบบวกรอบแกน Z หรือ POSITIVE MOMENT ABOUT THE Z AXIS กระทำเท่ากับ 60 T-M หากว่าผมทำการกำหนดให้ฐานรากของผมนั้นมีขนาดของความกว้างทางด้านแกน […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน กลับมาพบกันในทุกๆ วันเสาร์แบบนี้อีกครั้งหนึ่งซึ่งผมก็จะมาพบกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะพูดคุยกันถึงหัวข้อ “ถาม-ตอบชวนสนุก” กันนะครับ โดยที่ในวันนี้ผมได้ทำการหยิบยกเอาคำถามที่มีความเกี่ยวข้องกันกับเรื่อง ความรู้ดีๆ เรื่องวิศวกรรมงานฐานราก งานดินและเสาเข็ม เอามาเป็นคำถามประจำสัปดาห์และเหมือนเช่นเคยผมคงจะต้องออกตัวอีกครั้งหนึ่งว่า คำถามประจำสัปดาห์นี้สุดแสนจะง่ายมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ โดยที่โจทย์ในวันนี้ก็คือ หากผมมีเสาเข็มไมโครไพล์อยู่หนึ่งต้นที่ได้ทำการตอกลงไปในดินเป็นที่เรียบร้อยแล้วและผลจากการคำนวณก็พบว่าเสาเข็มต้นนี้จะมีคุณสมบัติต่างๆ ดังต่อไปนี้ มีกำลังรับแรงใช้งานในแนวดิ่งเนื่องจากแรงฝืดของดินเท่ากับ 25 ตันต่อต้น มีกำลังรับแรงใช้งานในแนวดิ่งเนื่องจากแรงกดที่ปลายของเสาเข็มเท่ากับ 15 ตันต่อต้น มีกำลังรับแรงใช้งานในแนวดิ่งเนื่องจากกำลังของตัวโครงสร้างเสาเข็มเท่ากับ 35 ตันต่อต้น มีกำลังรับแรงใช้งานในแนวราบเท่ากับ 10 ตันต่อต้น ซึ่งประเด็นของคำถามในวันนี้ก็คือ เสาเข็มต้นนี้จะมีค่าของ SAFE LOAD ในแนวดิ่งเท่ากับเท่าใดครับ ? #โพสต์ของวันเสาร์ #ถามตอบชวนสนุก #ปัญหาเรื่องวิศวกรรมงานฐานรากและเสาเข็ม #ค่าความสามารถในการรับกำลังของเสาเข็ม เฉลย ก่อนอื่นเลย ผมสามารถที่จะตัดตัวเลือกข้อสุดท้ายออกไปก่อนได้เลยเพราะว่าข้อนี้คือ ค่ากำลังรับแรงใช้งานในแนวราบ ซึ่งไม่ได้เป็นค่ากำลังรับแรงใช้งานในแนวดิ่ง ดังนั้นผมให้ข้อนี้มาเพื่อเป็นตัวหลอกเพียงเท่านั้นนะครับ ต่อมาหากว่าเสาเข็มต้นนี้ของเรานั้นมีค่าความสามารถในการรับแรงใช้งานในแนวดิ่งเนื่องจากแรงฝืดของดินหรือ FRICTION CAPACITY […]










