350 ฐานรากต่อเนื่อง (Continuous Footing) คืออะไร? (ฐานรากที่ยาวต่อเนื่องรองรับแนวกำแพงหรือผนังรับน้ำหนัก) ฐานรากต่อเนื่อง (Continuous Footing) หรือที่มักเรียกว่า ฐานรากแบบแถบ (Strip Footing หรือ Wall Footing) คือ ฐานรากที่มีลักษณะทอดตัวยาวเป็นแนวต่อเนื่องกันไปตามความยาวของกำแพงหรือผนัง โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้: ลักษณะและการทำงาน รูปแบบเชิงโครงสร้าง: มีลักษณะเป็นฐานคอนกรีตเสริมเหล็กรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ทอดยาวเป็นแถบตลอดแนวของโครงสร้าง เพื่อรองรับน้ำหนักที่กดลงมาเป็นเส้นตรง การถ่ายเทน้ำหนัก: ทำหน้าที่กระจายน้ำหนักจากแนวกำแพง ผนังรับน้ำหนัก (Load-bearing walls) หรือเสาที่เรียงชิดกันมาก ๆ ลงสู่ชั้นดินโดยตรงอย่างสม่ำเสมอ การออกแบบ: ความกว้างของฐานจะถูกคำนวณตามน้ำหนักที่กดทับและความสามารถในการรับน้ำหนักของดิน (Bearing Capacity) ในบริเวณนั้น กรณีที่นิยมนำมาใช้งาน ผนังรับน้ำหนัก: นิยมใช้กับอาคารที่ใช้ผนังทำหน้าที่แบกรับน้ำหนักโครงสร้างแทนเสา เช่น อาคารก่ออิฐถือปูน เสาเรียงตัวชิดกันมาก: ใช้ในกรณีที่ตำแหน่งเสาตั้งอยู่ใกล้กันมากจนหากทำเป็นฐานรากแผ่เดี่ยว (Isolated Footing) แล้ว พื้นที่ของฐานรากจะเกิดการซ้อนทับกันเอง พื้นที่ดินแข็ง: เนื่องจากจัดอยู่ในประเภท ฐานรากตื้น (Shallow Foundation) จึงมีความเหมาะสมที่จะใช้ในพื้นที่ที่มีชั้นดินแข็งรับน้ำหนักได้ดีในระดับที่ไม่ลึกนัก ประโยชน์หลัก ช่วยกระจายแรงกดให้แผ่ขยายออกไปตลอดแนวคานคอดินหรือกำแพง […]
Category Archives: Academic
349 ฐานรากแผ่น/แพ (Raft / Mat Foundation) คืออะไร? (ฐานรากคอนกรีตขนาดใหญ่แผ่นเดียวรองรับทั้งอาคาร) ฐานรากแผ่นหรือฐานรากแพ (Raft / Mat Foundation) คือ ฐานรากคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดใหญ่เพียงแผ่นเดียวที่วางครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของอาคาร ทำหน้าที่รองรับน้ำหนักจากเสาและผนังทุกจุดพร้อมกัน แล้วกระจายน้ำหนักนั้นลงสู่พื้นดิน เปรียบเสมือนการวางอาคารทั้งหลังลงบน “แพ” เพียงแผ่นเดียว ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับฐานรากประเภทนี้จากแหล่งข้อมูลมีดังนี้: หลักการทำงานและการกระจายน้ำหนัก กระจายแรงสม่ำเสมอ: ทำหน้าที่กระจายน้ำหนักจากโครงสร้างทั้งหมดให้แผ่ขยายออกไปในวงกว้าง ช่วยลดแรงดัน (Pressure) ที่กระทำต่อพื้นดินโดยตรง ทำให้การรับน้ำหนักมีความสม่ำเสมอทั่วทั้งบริเวณ ป้องกันการทรุดตัวไม่เท่ากัน: เป็นรูปแบบฐานรากที่เหมาะมากสำหรับโครงสร้างที่เสี่ยงต่อปัญหาการทรุดตัวไม่เท่ากัน (Differential Settlement) เนื่องจากแผ่นคอนกรีตขนาดใหญ่จะช่วยพยุงและยึดโยงโครงสร้างทั้งหมดไว้ด้วยกัน กรณีที่นิยมนำมาใช้งาน น้ำหนักบรรทุกสูง: นิยมใช้กับอาคารที่มีน้ำหนักบรรทุกมาก เช่น อาคารสูง ดินมีกำลังรับน้ำหนักต่ำ: ใช้ในพื้นที่ที่ชั้นดินมีกำลังรับน้ำหนักค่อนข้างน้อย จนฐานรากแบบแยก (Isolated Footing) ไม่สามารถรับน้ำหนักได้ ข้อจำกัดด้านพื้นที่ฐานราก: ใช้เมื่อตำแหน่งเสาอยู่ชิดกันมากจนหากทำฐานรากแยกแล้วจะเกิดการซ้อนทับกันเอง รูปแบบการประยุกต์ใช้ ฐานรากแพจัดอยู่ในกลุ่ม ฐานรากตื้น (Shallow Foundation) ประเภทหนึ่ง แต่สามารถออกแบบได้ 2 ลักษณะตามความเหมาะสมของสภาพดิน: […]
348 ฐานรากแบบแผ่ (Spread Footing) คืออะไร? (ฐานรากที่ขยายก้นฐานให้กว้างขึ้นเพื่อรับน้ำหนัก) ฐานรากแบบแผ่ (Spread Footing) หรือที่เรียกว่า ฐานรากแผ่ คือ ฐานรากที่ทำหน้าที่ถ่ายน้ำหนักบรรทุกของอาคารส่วนบนลงสู่ดินฐานรากโดยตรง จัดเป็นประเภทหนึ่งของ ฐานรากตื้น (Shallow Foundation) ซึ่งมักจะฝังอยู่ใต้ดินในระดับที่ไม่ลึกมากนัก โดยทั่วไปจะไม่เกิน 3 เมตร. รายละเอียดและลักษณะสำคัญของฐานรากแบบแผ่มีดังนี้: หลักการทำงาน: ฐานรากชนิดนี้จะมีการ ขยายพื้นที่ก้นฐานให้กว้างขึ้น เพื่อกระจายน้ำหนักจากเสาลงสู่ชั้นดิน ช่วยลดแรงกดต่อพื้นที่ดิน (Pressure) ให้เหลือน้อยกว่ากำลังรับน้ำหนักที่ปลอดภัยของดิน เพื่อป้องกันไม่ให้อาคารเกิดการทรุดตัวหรือพังทลาย. เงื่อนไขความเหมาะสม: เหมาะสำหรับใช้ในพื้นที่ที่ ชั้นดินบนสุดมีความแข็งแรงพอ หรือมีชั้นดินแข็ง (เช่น ดินดานหรือชั้นหิน) อยู่ในระดับตื้นที่สามารถรับน้ำหนักอาคารได้โดยตรงโดยไม่ต้องใช้เสาเข็ม. มักนิยมใช้กับอาคารขนาดเล็กที่มีน้ำหนักไม่มาก เช่น บ้านพักอาศัยชั้นเดียวหรือสองชั้น. ประเภทของฐานรากแผ่ที่นิยมใช้: ฐานแผ่เดี่ยว (Isolated Footing): รองรับเสาเพียงต้นเดียว มักเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือผืนผ้า. ฐานแผ่ร่วม (Combined Footing): รองรับเสาตั้งแต่ 2 ต้นขึ้นไปบนฐานเดียวกัน มักใช้เมื่อเสาอยู่ชิดกันมากจนฐานแยกซ้อนทับกัน. ฐานแผ่ต่อเนื่อง (Strip/Continuous […]
347 ฐานรากตื้นคืออะไร? (ฐานรากที่ถ่ายน้ำหนักลงสู่ชั้นดินระดับตื้น ไม่ลึกมาก) ฐานรากตื้น (Shallow Foundation) หรือที่มักเรียกว่า ฐานรากแผ่ คือ ฐานรากที่ทำหน้าที่ถ่ายน้ำหนักของอาคารลงสู่ชั้นดินที่อยู่ระดับตื้นโดยตรง โดยใช้ความกว้างของฐานรากช่วยกระจายน้ำหนักลงสู่ดินแทนการใช้เสาเข็ม ลักษณะสำคัญและรายละเอียดของฐานรากตื้นมีดังนี้: ระดับความลึก: โดยทั่วไปจะฝังอยู่ใต้ผิวดินไม่ลึกมาก มักมีความลึกจากผิวดิน ไม่เกิน 3 เมตร ทั้งนี้ ตามกฎกระทรวงและมาตรฐานความปลอดภัยกำหนดให้ฐานรากแผ่ต้องมีความหนาไม่น้อยกว่า 0.20 เมตร และมีระดับความลึกที่ฝังในดินอย่างน้อย 1 เมตร จากระดับผิวดิน (ยกเว้นกรณีที่วางอยู่บนชั้นหิน) เงื่อนไขการใช้งาน: เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มี ชั้นดินแข็งหรือชั้นดินดาน อยู่ในระดับตื้น ซึ่งมีความสามารถในการรับน้ำหนัก (Bearing Capacity) ได้ดีพอที่จะรองรับน้ำหนักอาคารได้โดยไม่เกิดการทรุดตัวที่รุนแรง ประเภทของอาคาร: นิยมใช้กับอาคารที่มีน้ำหนักบรรทุกไม่มาก เช่น บ้านพักอาศัยชั้นเดียวหรือสองชั้น รูปแบบที่นิยม: ฐานรากแผ่เดี่ยว (Isolated Footing): รับน้ำหนักจากเสาแต่ละต้นแยกกัน ฐานรากแผ่ต่อเนื่อง (Continuous/Strip Footing): รับน้ำหนักตามแนวยาว เช่น แนวผนังรับน้ำหนักหรือคานคอดิน ฐานรากร่วม (Combined Footing): ฐานรากที่รองรับเสาตั้งแต่ […]
346 สัญลักษณ์ฐานรากในแบบก่อสร้างคืออะไร? (มักใช้อักษรย่อเช่น F1, F2, P1, P2 ขึ้นอยู่กับแบบที่วิศวกรกำหนด) สัญลักษณ์ฐานรากในแบบก่อสร้าง คืออักษรย่อที่วิศวกรโครงสร้างใช้เพื่อระบุประเภท ขนาด และรูปแบบการเสริมเหล็กของฐานรากแต่ละต้น เพื่อให้ช่างและผู้ควบคุมงานสามารถอ่านแบบและนำไปก่อสร้างได้ถูกต้องตามที่คำนวณไว้ ความหมายของตัวย่อที่พบบ่อยมีดังนี้: F (Footing): หมายถึง ฐานราก มักตามด้วยตัวเลข เช่น F1, F2 F1: มักหมายถึงฐานรากชนิดที่ 1 ซึ่งมักจะเป็นฐานรากที่มีขนาดเล็กที่สุด หรือรับน้ำหนักน้อยที่สุดในอาคารนั้น F2: หมายถึงฐานรากชนิดที่ 2 ซึ่งอาจมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือมีการเสริมเหล็กที่แตกต่างจาก F1 P (Pile หรือ Pier): อาจหมายถึง เสาเข็ม หรือ เสาตอม่อ ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดที่ระบุไว้ในเล่มแบบ P1, P2: มักใช้ระบุชนิดของเสาเข็ม (เช่น เข็มตอกเทียบกับเข็มเจาะ) หรือใช้ระบุตำแหน่งของเสาตอม่อ (Pedestal) ข้อมูลที่วิศวกรจะระบุไว้ใน “รายละเอียดขยายแบบฐานราก” (Detail): เมื่อพบสัญลักษณ์ F1 หรือ […]
345 โครงสร้างส่วนล่าง (Substructure) ประกอบด้วยอะไรบ้าง? (ฐานราก เสาตอม่อ คานคอดิน) โครงสร้างส่วนล่าง (Substructure) คือ โครงสร้างทั้งหมดที่อยู่ ใต้ระดับผิวดินลงไป มีหน้าที่รับน้ำหนักจากโครงสร้างส่วนบน แล้วถ่ายลงสู่ชั้นดินอย่างปลอดภัย โดยประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ดังนี้: ฐานราก (Foundation): เป็นโครงสร้างส่วนที่อยู่ชั้นล่างสุด ทำหน้าที่รับน้ำหนักจากเสาตอม่อแล้ว กระจายน้ำหนักลงสู่ชั้นดิน ฐานรากแบ่งเป็น 2 ประเภทตามสภาพดิน คือ ฐานรากแผ่ (เหมาะสำหรับดินแข็ง) และ ฐานรากเสาเข็ม (เหมาะสำหรับดินอ่อน เช่น กรุงเทพฯ และปริมณฑล) เสาตอม่อ (Pedestal / Short Column): คือเสาคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดสั้นที่ฝังอยู่ใต้ดิน ทำหน้าที่เป็น ตัวกลางเชื่อมต่อระหว่างฐานรากและคานคอดิน มีบทบาทสำคัญในการถ่ายเทน้ำหนักจากตัวอาคารชั้นบนลงสู่ฐานรากเพื่อกระจายลงดินหรือเสาเข็มต่อไป โดยทั่วไปมีความสูงประมาณ 50 – 100 เซนติเมตร คานคอดิน (Ground Beam / Grade Beam): […]
344 วิศวกรรมฐานราก (Foundation Engineering) สำคัญอย่างไร? (เป็นหัวใจหลักของความมั่นคงปลอดภัยของอาคารทั้งหลัง) วิศวกรรมฐานราก (Foundation Engineering) มีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากเป็นหัวใจหลักของความมั่นคงปลอดภัยของอาคารทั้งหลัง โดยเป็นศาสตร์ที่ประยุกต์ใช้กลศาสตร์ของดินและโครงสร้างเพื่อรองรับและถ่ายเทน้ำหนักอาคารทั้งหมดลงสู่ชั้นดินอย่างปลอดภัย หากฐานรากไม่มั่นคง อาคารทั้งหลังอาจเกิดการทรุดตัว เอียง หรือพังทลายลงมาได้ ความสำคัญของวิศวกรรมฐานรากสามารถสรุปได้ดังนี้: รองรับและกระจายน้ำหนัก: ทำหน้าที่ถ่ายน้ำหนักของอาคาร ทั้งน้ำหนักโครงสร้างและน้ำหนักบรรทุก ลงสู่ชั้นดินได้อย่างปลอดภัยและสมดุล ป้องกันการทรุดตัว (Settlement Control): ควบคุมการเคลื่อนตัวของอาคารให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย และป้องกันปัญหาการทรุดตัวไม่เท่ากัน (Differential Settlement) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้โครงสร้างบิดเบี้ยวหรือแตกร้าว ต้านทานแรงกระทำภายนอก: ช่วยพยุงอาคารให้มั่นคงเมื่อเกิดแรงภายนอกมาปะทะ เช่น แรงลมพายุ แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว หรือการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำใต้ดิน ความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน: การออกแบบและก่อสร้างฐานรากที่มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานวิศวกรรมและกฎหมาย มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อความปลอดภัยต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชน,,, ความคุ้มค่าและอายุการใช้งาน: การออกแบบที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมธรณีเทคนิคจะช่วยประหยัดต้นทุนการก่อสร้าง และป้องกันปัญหาบานปลายจากการแก้ไขซ่อมแซมโครงสร้างในระยะยาว ความสำคัญของฐานรากยังถูกเปรียบเทียบว่าเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็นแต่ขาดไม่ได้ ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ว่า “สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็มและลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำไป” ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของรากฐานอาคารที่ต้องมีความมั่นคงถูกต้องเพื่อรองรับตัวอาคารไว้
343 ฐานรากที่ดีต้องมีลักษณะอย่างไร? (ต้องแข็งแรง ไม่ทรุดตัวเอียง และเหมาะสมกับสภาพดิน) ฐานรากที่ดีและได้มาตรฐาน ตามหลักวิศวกรรมและข้อกำหนดในกฎกระทรวง มีลักษณะสำคัญที่ต้องพิจารณา 3 ปัจจัยหลัก ดังนี้: ความมั่นคงแข็งแรง (Stability): ฐานรากต้องมีความแข็งแรงเพียงพอที่จะรับน้ำหนักของตัวอาคารเอง (Dead Load) และน้ำหนักบรรทุกจากการใช้งาน (Live Load) โดยต้องมีการคำนวณหน่วยแรงแบกทานที่ยอมให้ของดินหรือแรงต้านทานที่ยอมให้ของเสาเข็มอย่างถูกต้อง วัสดุที่ใช้ต้องได้มาตรฐาน เช่น การใช้คอนกรีตเสริมเหล็กที่ออกแบบมาให้คอนกรีตรับแรงอัดและเหล็กเสริมรับแรงดึงได้อย่างสมบูรณ์แบบ การไม่ทรุดตัวหรือเอียง (No Differential Settlement): ฐานรากที่ดีต้องควบคุมการเคลื่อนตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย หากมีการทรุดตัวเกิดขึ้น ต้องเป็นการทรุดตัวในอัตราที่เท่ากันสม่ำเสมอ (Uniform Settlement) เพื่อไม่ให้อาคารเกิดความเสียหาย บิดเบี้ยว หรือแตกร้าวจากการทรุดตัวต่างระดับ หากฐานรากแต่ละจุดทรุดตัวไม่เท่ากัน จะส่งผลให้โครงสร้างส่วนบนบิดตัวจนผนังหรือคานแตกร้าวได้ ความเหมาะสมกับสภาพดิน (Soil Suitability): การเลือกประเภทฐานรากต้องสอดคล้องกับชั้นดินในพื้นที่นั้นๆ: ดินแข็งหรือดินดาน: สามารถใช้ฐานรากแผ่ (Shallow Foundation) ซึ่งวางบนชั้นดินระดับตื้นได้โดยตรง ดินอ่อน (เช่น กรุงเทพฯ และปริมณฑล): จำเป็นต้องใช้ฐานรากเสาเข็ม (Deep Foundation) เพื่อเจาะหรือตอกผ่านชั้นดินอ่อนลงไปยึดเกาะกับชั้นดินแข็งด้านล่าง ป้องกันอาคารทรุดเอียง […]
342 ทำไมฐานรากถึงต้องใช้คอนกรีตเสริมเหล็ก? (เพราะคอนกรีตรับแรงอัดได้ดี ส่วนเหล็กรับแรงดึง) เหตุผลสำคัญที่ฐานรากต้องใช้ คอนกรีตเสริมเหล็ก เนื่องจากเป็นวัสดุสองชนิดที่ทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบเพื่อรับน้ำหนักมหาศาลของอาคาร โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ: การเสริมจุดแข็งและลบจุดด้อยของกันและกัน: คอนกรีต มีกำลังรับแรงอัดสูงมากจึงช่วยป้องกันการแตกยุบเมื่อโดนกดทับ แต่มีข้อเสียคือมีความเปราะและรับแรงดึงได้ต่ำมาก ในขณะที่ เหล็ก มีคุณสมบัติเด่นในการรับแรงดึง ช่วยป้องกันการฉีกขาดหรือปริแตกเมื่อฐานรากเกิดการแอ่นตัวหรือดัดตัว การรับแรงจากการดัดตัว (Bending): เมื่อมีแรงกดลงจากเสาและแรงต้านจากดินด้านล่าง จะทำให้ฐานรากเกิดพฤติกรรมการแอ่นตัวคล้ายคานยื่น เหล็กเสริมจะทำหน้าที่ดึงรั้งไม่ให้เนื้อคอนกรีตที่อยู่บริเวณผิวที่ยืดออกเกิดการแตกร้าว คุณสมบัติทางกายภาพที่เข้ากันได้: วัสดุทั้งสองชนิดมี อัตราการขยายตัวเมื่อได้รับความร้อนใกล้เคียงกัน ทำให้เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนไป โครงสร้างจะไม่เกิดความเครียดภายในจนแตกร้าว ความทนทานและการปกป้อง: เนื้อคอนกรีตทำหน้าที่เป็นเกราะ (Covering) ช่วย ป้องกันเหล็กเสริมจากการกัดกร่อนและสนิม ที่อาจเกิดจากความชื้นหรือสารเคมีในดิน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออายุการใช้งานใต้ดินของฐานราก ตำแหน่งการเสริมเหล็กตามพฤติกรรมการรับแรง: ฐานรากเดี่ยว (Isolated Footing): แรงดันดินจะทำให้ฐานรากแอ่นตัวขึ้นด้านบน จึงต้อง ใส่เหล็กเสริมไว้ที่บริเวณด้านล่าง เพื่อรับแรงดึงที่เกิดขึ้น ฐานรากร่วม (Combined Footing): มีพฤติกรรมการรับแรงที่ซับซ้อนกว่า โดยจะแอ่นตัวใต้ตำแหน่งเสาและโก่งตัวบริเวณกลางช่วงระหว่างเสา วิศวกรจึงต้องระบุให้ เสริมเหล็กทั้งตะแกรงบนและตะแกรงล่าง เพื่อความปลอดภัย
341 วิศวกรเลือกประเภทฐานรากจากอะไร? (คือน้ำหนักอาคาร สภาพชั้นดิน ระดับน้ำใต้ดิน และงบประมาณ) วิศวกรจะเลือกประเภทของฐานรากเพื่อให้สามารถถ่ายน้ำหนักลงสู่ชั้นดินได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยพิจารณาจากปัจจัยหลัก 4 ประการ ดังนี้ครับ: น้ำหนักของตัวอาคาร (Building Load) อาคารขนาดใหญ่หรือสูงหลายชั้น: มีน้ำหนักบรรทุกมาก วิศวกรจึงต้องเลือกใช้ ฐานรากแบบลึก (Deep Foundation) เช่น เสาเข็มเจาะหรือเสาเข็มตอก เพื่อถ่ายน้ำหนักลงสู่ชั้นดินแข็งที่อยู่ลึกลงไป อาคารขนาดเล็กหรือบ้านชั้นเดียว: หากมีน้ำหนักไม่มากนัก อาจพิจารณาใช้ ฐานรากแผ่ (Shallow Foundation) ซึ่งวางอยู่บนชั้นดินระดับตื้นได้โดยตรง เมื่อเทคโนโลยีการก่อสร้างก้าวหน้าขึ้นและอาคารมีน้ำหนักบรรทุกสูงขึ้นมาก ฐานรากได้ถูกพัฒนาจากเสาเข็มตอกไปสู่ เสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ ที่มีกำลังรับน้ำหนักบรรทุกสูงขึ้นตามความต้องการใช้พื้นที่ในเมือง สภาพและกำลังรับน้ำหนักของชั้นดิน (Soil Condition) ดินแข็ง/ดินดานอยู่ตื้น: วิศวกรจะเลือกใช้ ฐานรากแผ่ เพื่อความประหยัด ดินอ่อน (เช่น ดินเหนียวในกรุงเทพฯ): ชั้นดินบนไม่สามารถรับน้ำหนักอาคารขนาดใหญ่ได้ จึงจำเป็นต้องใช้ เสาเข็ม เพื่อหยั่งลงไปถึงชั้นดินแข็งหรือดินดานด้านล่าง การตัดสินใจจะอ้างอิงจาก รายงานการสำรวจดิน (Soil Boring Test) เพื่อให้ทราบค่าความแข็งแรงของดิน (SPT […]










