340 ฐานรากมีกี่ประเภทหลัก? (แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ ฐานรากตื้น และ ฐานรากลึก) ฐานรากสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ตามลักษณะการถ่ายน้ำหนักและความลึกเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพดินและลักษณะของอาคาร ดังนี้:, ฐานรากแบบตื้น (Shallow Foundation) ลักษณะการทำงาน: เป็นฐานรากที่ถ่ายน้ำหนักของโครงสร้างลงสู่ชั้นดินแข็งที่อยู่ระดับตื้นโดยตรง โดยใช้ความกว้างของฐานรากช่วยกระจายแรง, ความลึก: มักฝังอยู่ใต้ผิวดินไม่ลึกมาก โดยทั่วไปจะไม่เกิน 3 เมตร, ประเภทที่นิยม: ฐานรากแผ่เดี่ยว (Isolated Footing): รองรับน้ำหนักเสาเพียงต้นเดียว, ฐานรากต่อเนื่อง (Continuous Footing): แผ่เป็นแนวยาวรองรับกำแพงหรือผนังรับน้ำหนัก, ฐานรากร่วม (Combined Footing): ฐานเดียวที่รองรับเสาตั้งแต่ 2 ต้นขึ้นไป, ฐานรากแผ่นหรือแพ (Mat / Raft Foundation): ฐานคอนกรีตขนาดใหญ่แผ่นเดียวที่รองรับเสาทุกต้นของอาคาร ช่วยลดปัญหาการทรุดตัวไม่เท่ากัน,, ความเหมาะสม: เหมาะกับพื้นที่ที่ชั้นดินบนสุดแข็งแรง มีความสามารถในการรับน้ำหนักได้ดี เช่น ดินดานหรือชั้นหิน และใช้กับอาคารที่มีน้ำหนักไม่มากนัก,, ฐานรากแบบลึก (Deep […]
Category Archives: Academic
339 ฟุตติ้ง (Footing) คืออะไร? (คำเรียกฐานรากคอนกรีตเสริมเหล็กที่รับน้ำหนักเสาแต่ละต้น) ฟุตติ้ง (Footing) คือ โครงสร้างส่วนฐานรากที่อยู่ใต้ดิน ทำหน้าที่เป็นฐานรองรับน้ำหนักจากเสาแต่ละต้น แล้วกระจายน้ำหนักนั้นลงสู่ชั้นดินด้านล่างอย่างปลอดภัย. โดยทั่วไปมักทำด้วย คอนกรีตเสริมเหล็ก เพื่อความแข็งแรง เนื่องจากคอนกรีตรับแรงอัดได้ดีและเหล็กช่วยรับแรงดึงจากการดัดตัว. รายละเอียดและหน้าที่สำคัญของฟุตติ้งตามแหล่งข้อมูลมีดังนี้: การรับและกระจายน้ำหนัก: ฟุตติ้งทำหน้าที่รับน้ำหนักบรรทุกทั้งหมดจากโครงสร้างส่วนบน (เสา คาน พื้น และหลังคา) แล้วแผ่กระจายน้ำหนักไม่ให้กดลงบนพื้นที่เล็กเกินไป เพื่อลดแรงดันที่กระทำต่อดินและป้องกันอาคารทรุดเอียง. การถ่ายเทน้ำหนัก: สามารถถ่ายน้ำหนักลงสู่ชั้นดินแข็งโดยตรง (กรณีฐานรากแผ่) หรือถ่ายน้ำหนักผ่านกลุ่มเสาเข็มลงสู่ชั้นดินแข็งที่อยู่ลึกกว่า (กรณีฐานรากเสาเข็ม หรือ Pile Cap). สัญลักษณ์ในแบบก่อสร้าง: ในแบบวิศวกรรมมักใช้ตัวย่อ “F” (เช่น F1, F2) เพื่อระบุตำแหน่งและขนาดของฟุตติ้งแต่ละต้นตามที่วิศวกรคำนวณไว้. ประเภทที่พบบ่อย: ฐานรากแผ่เดี่ยว (Isolated Footing): ฟุตติ้งที่รองรับน้ำหนักจากเสาเพียงต้นเดียว มักเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส. ฐานรากร่วม (Combined Footing): ฟุตติ้งเดียวที่ออกแบบมาให้รองรับเสาตั้งแต่ 2 ต้นขึ้นไป มักใช้ในกรณีที่เสาอยู่ใกล้กันมาก. ฐานรากเสาเข็ม (Pile Footing […]
338 ฐานรากมีหน้าที่อะไร? (กระจายน้ำหนักและป้องกันอาคารทรุดหรือพังทลาย) ฐานราก (Foundation หรือ Footing) เป็นส่วนประกอบของโครงสร้างที่อยู่ล่างสุด ซึ่งมักจะอยู่ใต้ระดับผิวดิน ทำหน้าที่สำคัญที่เป็นหัวใจหลักของความมั่นคงของอาคาร โดยมีหน้าที่หลักดังนี้ครับ: การรับและถ่ายเทน้ำหนัก: ทำหน้าที่รับน้ำหนักทั้งหมดของอาคาร ซึ่งรวมถึงน้ำหนักคงที่ของโครงสร้างเอง (Dead Load) และน้ำหนักบรรทุกจร (Live Load) เช่น ผู้อยู่อาศัยและเฟอร์นิเจอร์ จากนั้นจึงส่งผ่านน้ำหนักเหล่านั้นลงสู่ดินฐานรากโดยตรง (ในกรณีฐานรากแผ่) หรือผ่านเสาเข็มลงสู่ชั้นดินแข็งด้านล่างอย่างปลอดภัย การกระจายน้ำหนัก: ช่วยแผ่กระจายน้ำหนักจากเสาหรือผนังออกไปในวงกว้าง เพื่อลดแรงดันที่กระทำต่อดินให้ไม่เกินกำลังแบกทานที่ยอมให้ของดินในบริเวณนั้น ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้อาคารเกิดการจมหรือทรุดตัวลงไปในดิน ป้องกันอาคารทรุดตัวและพังทลาย: ฐานรากที่ผ่านการออกแบบอย่างถูกต้องจะช่วยควบคุมการเคลื่อนตัวและป้องกันปัญหาการทรุดตัว โดยเฉพาะการทรุดตัวที่ไม่เท่ากัน (Differential Settlement) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้โครงสร้างบ้านแตกร้าว เอียง หรือพังทลายลงมาได้ สร้างเสถียรภาพและต้านทานแรงภายนอก: ช่วยยึดตัวอาคารให้มั่นคงอยู่กับที่ และทำหน้าที่ต้านทานแรงกระทำจากภายนอก เช่น แรงลมพายุ แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว หรือแรงดันน้ำใต้ดิน ป้องกันผลกระทบจากสภาพแวดล้อม: ฐานรากมักถูกฝังลึกอยู่ในดินระดับหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้สภาพความแปรปรวนหรือความไม่แน่นอนของผิวดิน (เช่น การกัดเซาะจากน้ำ หรือการหดตัวของดินเหนียวในฤดูแล้ง) มารบกวนการถ่ายเทน้ำหนัก สรุปได้ว่า ฐานรากทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญในการเชื่อมต่ออาคารเข้ากับผืนดิน เพื่อให้สิ่งก่อสร้างมีความปลอดภัย มั่นคงแข็งแรง และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน
337 ฐานรากคืออะไร? (โครงสร้างชั้นล่างสุดที่รับน้ำหนักอาคารถ่ายลงสู่ดิน) ฐานราก (Foundation หรือ Footing) คือ องค์อาคารในแนวราบที่เป็นส่วนโครงสร้างล่างสุดของอาคาร ซึ่งมักจะฝังอยู่ใต้ระดับผิวดิน. หน้าที่และความสำคัญของฐานรากตามรายละเอียดจากแหล่งข้อมูลมีดังนี้: การรับและถ่ายเทน้ำหนัก: ทำหน้าที่รับน้ำหนักบรรทุกทั้งหมดจากโครงสร้างส่วนบน (สะสมจากแต่ละชั้นถ่ายลงสู่เสาและตอม่อ) แล้วส่งผ่านน้ำหนักเหล่านั้นลงสู่ “ดินฐานราก” อย่างปลอดภัย. การกระจายน้ำหนัก: ช่วยกระจายน้ำหนักของอาคารให้แผ่ออกไปในวงกว้าง เพื่อให้แรงดันที่กระทำต่อดินไม่เกินกำลังรับน้ำหนักปลอดภัยของดินในบริเวณนั้น. สร้างความมั่นคงและป้องกันการทรุดตัว: เป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยยึดตัวอาคารให้มั่นคง ป้องกันไม่ให้อาคารเกิดการทรุดตัว ทรุดเอียง หรือพังทลายลงมา. การป้องกันปัจจัยภายนอก: ฐานรากมักถูกฝังลึกอยู่ในดินระดับหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้สภาพความแปรปรวนหรือความไม่แน่นอนของผิวดินรบกวนการถ่ายน้ำหนัก. โดยทั่วไปฐานรากจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ตามสภาพดิน คือ ฐานรากแผ่ (ถ่ายน้ำหนักลงดินโดยตรง เหมาะกับดินแข็ง) และ ฐานรากเสาเข็ม (ถ่ายน้ำหนักผ่านเสาเข็มลงสู่ชั้นดินแข็งที่อยู่ลึกกว่า เหมาะกับดินอ่อน).
336 สัญลักษณ์เหล็กเสริมฐานรากในแบบก่อสร้าง DB9 DB12 DB16 DB20 หมายถึงอะไร? ต่างกันยังไง? เลือกขนาดไหนให้เหมาะกับงานฐานราก? สัญลักษณ์เหล็กเสริมที่พบในแบบก่อสร้าง เช่น DB9, DB12, DB16 และ DB20 มีความหมายและความสำคัญต่องานฐานรากดังนี้ครับ ความหมายของสัญลักษณ์ DB ย่อมาจาก Deformed Bar หรือที่เรียกกันว่า เหล็กข้ออ้อย ซึ่งเป็นเหล็กที่มีผิวเป็นปล้องหรือบั้งเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะกับเนื้อคอนกรีต ตัวเลข (9, 12, 16, 20) หมายถึง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็ก มีหน่วยเป็น มิลลิเมตร ความแตกต่างและการใช้งานแต่ละขนาด เหล็กแต่ละขนาดจะมีความสามารถในการรับแรงและการใช้งานที่ต่างกัน ดังนี้: DB9: (ขนาด 3 หุน) เหมาะสำหรับงานที่รับน้ำหนักไม่มาก หรือส่วนของโครงสร้างขนาดเล็ก DB12: (ขนาด 4 หุน) เป็นขนาดที่นิยมใช้มากที่สุดสำหรับเหล็กเสริมในงานพื้นหรือฐานรากของบ้านพักอาศัยชั้นเดียว DB16: (ขนาด 5 หุน) มีความแข็งแรงสูง เหมาะสำหรับใช้เป็นเหล็กฐานราก เสา […]
335 การบ่มคอนกรีต (Curing) ฐานรากและตอม่อที่ถูกต้องทำอย่างไร? การบ่มคอนกรีต (Curing) ฐานรากและตอม่อที่ถูกต้องคือ การรักษาความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้คอนกรีตสูญเสียน้ำเร็วเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการแตกร้าวและทำให้คอนกรีตไม่ได้กำลังอัดตามที่ออกแบบไว้ โดยมีขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติดังนี้: วิธีการบ่มคอนกรีตที่เหมาะสม การบ่มด้วยความชื้น (Wet Curing): เป็นวิธีที่นิยมที่สุด ทำได้โดยการใช้ ผ้ากระสอบชุบน้ำให้ชุ่มคลุมทับ ฐานรากและตอม่อทันทีที่คอนกรีตเริ่มแข็งตัว (ประมาณ 2-6 ชั่วโมงหลังเท) และต้องคอยรดน้ำเพิ่มให้เปียกชุ่มอยู่ตลอดเวลา การหล่อน้ำขัง: สำหรับส่วนฐานรากหรือโคนตอม่อ สามารถใช้วิธี ขังน้ำไว้รอบๆ เพื่อรักษาความชื้นให้ต่อเนื่อง การใช้น้ำยาบ่มคอนกรีต (Curing Compound): หากหน้างานเข้าถึงยากหรือต้องการความสะดวก สามารถใช้น้ำยาบ่มพ่นเคลือบผิวเพื่อสร้างฟิล์มป้องกันการระเหยของน้ำ แต่ห้ามฉีดพ่นโดนเหล็กเสริมหรือรอยต่อคอนกรีต เพราะจะทำให้การยึดเกาะเสียไป การทิ้งแบบหล่อไว้: การยังไม่รีบถอดแบบข้างเสาและฐานรากออก จะช่วยป้องกันการสูญเสียความชื้นได้ดี ระยะเวลาในการบ่ม ตามมาตรฐานทั่วไปควรทำการบ่มต่อเนื่องอย่างน้อย 7-14 วัน ในงานฐานรากและตอม่อ ต้องบ่มติดต่อกัน ไม่น้อยกว่า 7 วัน หรือตามที่วิศวกรระบุในแบบ ข้อควรระวังและการเตรียมการ ก่อนการเท: ควรทำให้พื้นที่ที่จะเทคอนกรีตมีความชุ่มชื้นก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ดินดูดน้ำจากเนื้อคอนกรีต ซึ่งจะทำให้คอนกรีตลดความแข็งแรงลง การถอดแบบ: เมื่อถอดแบบหล่อออกแล้ว […]
334 ตอม่อที่ดีควรมีขนาดเท่าไหร่? ขนาดของเสาตอม่อ (Pedestal) ที่ดีควรพิจารณาทั้งในด้านขนาดหน้าตัด ความสูง และการเสริมเหล็กเพื่อให้โครงสร้างมีความมั่นคงและมีระยะหุ้มคอนกรีตที่เพียงพอ โดยมีรายละเอียดตามมาตรฐานแนะนำดังนี้ครับ ขนาดหน้าตัด: ควรมีขนาดหน้าตัด 30 × 30 เซนติเมตรขึ้นไป แม้ในแบบก่อสร้างเดิมบางแห่งอาจระบุที่ 20 × 20 เซนติเมตร แต่ขนาดที่วิศวกรแนะนำเพื่อความแข็งแรงและเพื่อให้มีระยะหุ้มคอนกรีตที่เพียงพอควรเริ่มต้นที่ 30 เซนติเมตร ความสูง: โดยทั่วไปจะมีความสูงรวมอยู่ที่ 50 – 100 เซนติเมตร โดยส่วนใหญ่จะฝังอยู่ใต้ดินและโผล่พ้นระดับดินขึ้นมาประมาณ 20 – 30 เซนติเมตร เพื่อรองรับคานคอดิน การเสริมเหล็กหลัก: ควรใช้เหล็กข้ออ้อย (DB) ขนาด 12 – 16 มิลลิเมตร จำนวนประมาณ 8 เส้น (ขึ้นอยู่กับการคำนวณน้ำหนัก) และต้องผูกเหล็กปลอกให้แน่นตามระยะที่ออกแบบ ระยะหุ้มคอนกรีต (Concrete Cover): หัวใจสำคัญของตอม่อคือต้องเว้นระยะหุ้มเหล็กเสริมด้านข้างอย่างน้อย 5 – 7 เซนติเมตร […]
333 ระยะฝังทาบ (Lap Splice) ของเหล็กตอม่อคืออะไร? ระยะฝังทาบ (Lap Splice) ของเหล็กตอม่อ คือ ระยะที่เหล็กเสริมสองเส้นวางทับซ้อนกัน เพื่อทำหน้าที่ถ่ายแรงจากเหล็กเส้นหนึ่งไปยังอีกเส้นหนึ่งได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง ในงานโครงสร้างตอม่อ ระยะนี้มีความสำคัญมากในการยึดเหล็กแกนเสาให้เชื่อมต่อกับเหล็กที่โผล่ขึ้นมาจากฐานราก (Dowel Bar) เพื่อให้โครงสร้างทั้งหมดมีความแข็งแรงและสามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้อย่างปลอดภัย วิธีการคำนวณระยะฝังทาบ ระยะฝังทาบจะคำนวณโดยอิงจาก เส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็ก (Diameter หรือ D) เป็นหลัก ดังนี้: เหล็กข้ออ้อย (Deformed Bar – DB): โดยทั่วไปจะใช้ระยะทาบประมาณ 40 ถึง 50 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลาง (40×D ถึง 50×D) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมาตรฐานวิศวกรรมที่ระบุในแบบ (ตัวอย่างเช่น หากใช้เหล็ก DB16 ระยะทาบที่ 50×D จะเท่ากับ 50 × 16 = 800 มม. หรือ 80 ซม.) เหล็กเส้นกลม […]
332 ระยะหุ้มคอนกรีต (Concrete Cover) สำหรับฐานรากคือเท่าไร? ระยะหุ้มคอนกรีต (Concrete Cover) สำหรับฐานรากตามมาตรฐานวิศวกรรมมีรายละเอียดที่แตกต่างกันตามสภาวะแวดล้อมและวิธีการก่อสร้าง ดังนี้ครับ กรณีหล่อคอนกรีตติดกับดินโดยตรง: ตามมาตรฐานทั่วไปและมาตรฐาน วสท. กำหนดให้มีระยะหุ้มคอนกรีตขั้นต่ำ 7.5 ซม. (75 มม.) เนื่องจากผิวคอนกรีตต้องสัมผัสกับดินตลอดเวลา เพื่อป้องกันความชื้นและสารเคมีในดินกัดกร่อนเหล็กเสริม กรณีใช้ไม้แบบ (คอนกรีตหล่อในที่): หากมีการตั้งไม้แบบหรือรองพื้นด้วยคอนกรีตหยาบ (Lean Concrete) ก่อน ระยะหุ้มอาจปรับลดลงได้ตามดุลยพินิจของวิศวกรหรือขนาดของเหล็กเสริม: เหล็กเสริมขนาดใหญ่กว่า DB16: ระยะหุ้มขั้นต่ำ 5 ซม. เหล็กเสริมขนาด DB16 หรือเล็กกว่า: ระยะหุ้มขั้นต่ำ 4 ซม. ข้อมูลบางแหล่งระบุระยะหุ้มด้านล่างและด้านข้างไว้ที่ประมาณ 5 – 7 ซม. เพื่อความปลอดภัย กรณีพื้นที่ที่มีการกัดกร่อนรุนแรง: ในบริเวณชายทะเล นิคมอุตสาหกรรม หรือบริเวณดินเค็ม มาตรฐาน วสท. กำหนดให้ใช้ระยะหุ้มคอนกรีตไม่น้อยกว่า 10 ซม. กรณีฐานรากเสาเข็ม (ระยะหุ้มหัวเสาเข็ม): […]
331 เหล็กเสริมในฐานรากมีลักษณะอย่างไร? เหล็กเสริมในฐานราก (Footing) มีลักษณะสำคัญที่ถูกออกแบบมาเพื่อรับแรงดึงและแรงกระทำจากโครงสร้าง โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ รูปแบบการจัดเรียง (Rebar Arrangement) ตะแกรงเหล็ก (Steel Mesh): เหล็กเสริมในฐานรากโดยทั่วไปจะถูกจัดเรียงเป็นตะแกรงสานกันเป็นตารางสี่เหลี่ยม ตะแกรงเหล็กล่าง (Bottom Rebar): ทำหน้าที่หลักในการรับแรงดึงจากการที่ฐานรากแอ่นตัวเป็นคานยื่นออกไปทั้งสองด้าน มักจะมีการงอปลายเหล็กขึ้นทั้งสองด้านเพื่อทำเป็นขอเกี่ยวช่วยในการยึดเกาะ ตะแกรงเหล็กบน (Top Rebar): มักใช้ในฐานรากขนาดใหญ่ ฐานรากเสาเข็ม หรือฐานรากร่วม (Combined Footing) เพื่อช่วยรับแรงดึงจากการดัดตัวของฐานรากในจุดที่เกิดการโก่งตัวที่กลางช่วงเสา ประเภทของเหล็กที่ใช้ เหล็กข้ออ้อย (Deformed Bar – DB): เป็นเหล็กหลักที่ใช้ในงานฐานราก เนื่องจากมีผิวเป็นบั้งหรือปล้องที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะกับเนื้อคอนกรีตได้ดี ข้อห้าม: ห้ามใช้เหล็กเส้นกลม (RB) สลับหรือแทนเหล็กข้ออ้อยในตะแกรงฐานรากเด็ดขาด เนื่องจากรับแรงดึงและยึดเกาะคอนกรีตได้น้อยกว่ามาก ลักษณะเฉพาะตามประเภทฐานราก ฐานรากแผ่ (Spread Footing): มักใช้เหล็กข้ออ้อยขนาด DB12 หรือ DB16 ผูกเป็นตะแกรงสี่เหลี่ยมชั้นเดียวที่ด้านล่าง ฐานรากเสาเข็ม (Pile Cap): มักใช้เหล็ก DB12 – […]










