สร้างใหม่เลือกใช้ เสาเข็มสปันไมโครไพล์ (Spun Micro Pile) เพื่อฐานรากของโครงสร้างที่มั่นคง และการรับน้ำหนักที่ปลอดภัย การสร้างใหม่ต้องมีฐานรากที่มั่นคงแข็งแรง เพื่อรองรับน้ำหนักของโครงสร้าง การเลือกใช้เสาเข็มจึงเป็นสิ่งสำคัญ เราขอแนะนำเสาเข็มสปันไมโครไพล์ เป็นเสาเข็มขนาดเล็กที่มีความมั่นคงแข็งแรงสูง ด้วยการใช้นวัตกรรมการผลิตแบบใหม่ ผลิตด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เป็นเทคโนโลยีการผลิตจากประเทศเยอรมัน การตอกสามารถตอกต่อกันได้ลึกถึงชั้นดินทรายแข็ง โดยการเชื่อมด้วยไฟฟ้า สามารถรับน้ำหนักได้ตามที่วิศวกรออกแบบได้อย่างปลอดภัย ทดสอบการรับน้ำหนักโดย Dynamic Load Test และทำการตอกเสาเข็มด้วยปั้นจั่นชนิดพิเศษ ที่สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวกรวดเร็ว พร้อมทีมงานช่างที่ผ่านมาตรฐานการฝึกอบรม อีกทั้งเสาเข็มสปันไมโครไพล์ได้ผ่านมาตรฐานการทดสอบคุณภาพเสาเข็ม ได้รับอนุญาตแสดงเครื่องหมายมาตรฐาน มอก.397-2524 มาตรฐานการออกแบบการผลิตและตอก ISO 9001:2015 และชีวอนามัยด้านความปลอดภัยในการตอก ISO 45001:2018 สร้างใหม่ ถึงจะงานใหญ่ แต่เสาเข็มสปันไมโครไพล์ขนาดเล็กก็ตอบโจทย์ สนใจเสาเข็ม ติดต่อภูมิสยาม ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเสาเข็มสปันไมโครไพล์ พร้อมบริการทั่วประเทศ Miss Spunpile Bhumisiam (ภูมิสยาม) บริษัท ภูมิสยาม ซัพพลาย จำกัด ผู้นำกลุ่มธุรกิจเสาเข็มสปันไมโครไพล์ รายแรกและรายเดียวในประเทศไทย ที่ได้การรับรองมาตรฐาน ISO 45001:2018 การจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน กลับมาพบกันในทุกๆ วันเสาร์แบบนี้อีกครั้งหนึ่งซึ่งผมก็จะมาพบกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะพูดคุยกันถึงหัวข้อ “ถาม-ตอบชวนสนุก” กันนะครับ โดยที่ในวันนี้ผมได้ทำการหยิบยกเอาคำถามที่มีความเกี่ยวข้องกันกับเรื่อง ความรู้ดีๆ เพื่อคุณผู้หญิง เอามาเป็นคำถามประจำสัปดาห์เพื่อให้มีความต่อเนื่องจากคำถามในสัปดาห์ที่แล้วด้วยและเหมือนเช่นเคยผมคงจะต้องออกตัวอีกครั้งหนึ่งว่า คำถามประจำสัปดาห์นี้สุดแสนจะง่ายมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ โดยที่โจทย์ในวันนี้ก็คือ หากผมมีคานรับแรงดัดที่จะต้องรับน้ำหนักบรรทุกดังที่ได้แสดงอยู่ในรูป โดยคานจะต้องรับน้ำหนักบรรทุกแบบกระทำโดยแผ่กระจายตัวสม่ำเสมอหรือ UNIFORMLY DISTRIBUTED LOAD มีค่าเท่ากับ 1,000 กิโลกรัมต่อเมตร และ จะต้องรับน้ำหนักบรรทุกแบบกระทำเพียงจุดเดียวหรือ CONCENTRATED LOAD มีค่าเท่ากับ 2,000 กิโลกรัม ทั้งนี้คานรับแรงดัดของเรานั้นจะมีความยาวช่วงเท่ากับ 6.00 เมตร และทำจากเหล็กรูปพรรณที่มีค่าโมดูลัสยืดหยุ่นเท่ากับ 2×10^(6) กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร และ มีค่าโมดูลัสความเฉื่อยของหน้าตัดเท่ากับ 10,000 ซม^(4) จงทำการคำนวณดูซิว่า คานรับแรงดัดของเรานั้นจะมีค่าการโก่งตัว “สูงสุดที่สุด” ของคานเท่ากับเท่าใด และ ตำแน่งดังกล่าวนั้นจะเกิดขึ้นที่ตำแหน่งใดครับ ? #โพสต์ของวันเสาร์ #ถามตอบชวนสนุก #ปัญหาเรื่องการคำนวณหาค่าการโก่งตัวของคานรับแรงดัด #การคำนวณหาค่าการโก่งตัวค่าสูงสุดของคาน เฉลย ก่อนอื่นเลยผมคิดว่าก่อนที่พวกเราจะมาดูคำตอบของปัญหาข้อนี้กัน สิ่งแรกที่อาจจะผุดขึ้นมาในสมองของเพื่อนๆ […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน กลับมาพบกันในทุกๆ วันอังคารแบบนี้อีกครั้งหนึ่งซึ่งผมก็จะมาพบกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะพูดคุยกันถึงหัวข้อ “ความรู้ดีๆ เพื่อคุณผู้หญิง” นะครับ เนื่องจากในสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นผมได้นำเอาตารางที่แสดงถึงค่าของการเสียรูปต่างๆ ของโครงสร้างคานรับแรงดัดมาฝากให้แก่เพื่อนๆ ไปเนื่องจากได้มีน้องผู้หญิงท่านหนึ่งที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 3 ในสาขาวิศวกรรมโยธา โดยที่ตอนนี้น้องกำลังเรียนวิชาการออกแบบโครงสร้างเหล็กหรือ STRUCTURAL STEEL DESIGN โดยที่ใจความของปัญหานั้นมีดังนี้ครับ “หนูเคยเห็นเวลาที่พี่ยกตัวอย่างถึงการคำนวณในเรื่องของคานรับแรงดัด พี่จะพูดและยกตัวอย่างอยู่เสมอว่าให้ทำการตรวจสอบเรื่องแรงเค้นดัดที่ยอมให้ควบคู่ไปกับการตรวจสอบค่าการโก่งตัวของคานรับแรงดัดเสมอ ซึ่งตอนนี้หนูพอที่จะเข้าใจแล้วแต่ที่หนูยังติดอยู่ก็คือ อยากจะได้สมการเอาไว้คำนวณหาค่าการโก่งตัวของคานรับแรงดัดที่อยู่ในหลายๆ รูปแบบหน่อยเพราะตอนสอบวิชานี้จะเป็นการสอบแบบเปิดหนังสือ หนูตั้งใจที่จะได้เตรียมเข้าไปด้วย จะได้ทำข้อสอบได้คะ” ซึ่งผมก็ได้ทำการอธิบายถึงไปแล้วว่าเราควรที่จะแก้ปัญหานี้อย่างไรและการใช้ตารางดังกล่าวนั้นจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างไรบ้าง ปรากฏว่าก็มีคำถามต่อเนื่องจากรุ่นน้องผู้หญิงของผมท่านหนึ่งบนเฟซบุ๊คว่า “เท่าที่ดูจากในตารางที่อาจารย์ได้แนบมา จะมีการกำหนดด้วยว่า ค่าการเสียรูปมากที่สุดหรือ MAXIMUM DEFLECTION ในคานนั้นจะอยู่ที่ตำแหน่งใดและมีค่าเท่ากับเท่าใดเอาไว้ด้วย อยากจะถามอาจารย์ว่า เราจะมีวิธีการดูได้อย่างไรคะว่า ณ ตำแหน่งใดที่ค่าการเสียรูปนั้นจะเกิดขึ้นมากที่สุดคะ ?” ผมคิดว่าคำถามข้อนี้ของน้องเป็นคำถามที่ดีนะ ถึงแม้ว่าจะเป็นคำถามที่ควรที่จะเป็น “พื้นฐาน” ของวิศวกรโครงสร้างทุกๆ ท่านเลยก็ตาม เอาเป็นว่าผมขอตอบให้ฟังง่ายๆ ดังนี้นะครับ หากเราพิจารณาเส้นโค้งที่แสดงค่าของการเสียรูปของคานรับแรงดัดในรูปของโพสต์ๆ นี้เราก็จะพบว่า เส้นโค้งดังกล่าวจะมีลักษณะเหมือนกันกับเส้นโค้งหงาย โดยที่ปลายซ้ายและปลายขวาจะมีค่าการเสียรูปในแนวดิ่งเท่ากับศูนย์เพราะที่ทั้งสองจุดนี้เป็นจุดรองรับแบบ HINGED และ ROLLER […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน ในทุกๆ วันพฤหัสบดีแบบนี้ ผมก็จะมาพบกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะพูดคุยกันถึงหัวข้อ “ความรู้ดีๆ เรื่องวิศวกรรมงานฐานราก งานดินและเสาเข็ม” นะครับ วันนี้ผมจะขออนุญาตมาพูดถึงเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องและถือได้ว่ามีความสำคัญมากๆ เกี่ยวกับเรื่องวิศวกรรมงานฐานรากและงานดินนั่นก็คือ โครงสร้างป้องกันมิให้ดินพัง หรือ SOIL RETAINING STRUCTURTES นั่นเองนะครับ จุดประสงค์ของการก่อสร้างโครงสร้างป้องกันมิให้ดินพังนั้นก็ค่อนข้างที่จะตรงไปตรงมานั่นก็คือ การป้องกันการเคลื่อนตัวของมวลดิน มิให้ดินเกิดการเคลื่อนที่เข้ามาสู่ตัวโครงสร้างจนโครงสร้างของเรานั้นเกิดการวิบัติขึ้น ทั้งนี้การประยุกต์ใช้งานเจ้าโครงสร้างป้องกันมิให้ดินพังในทางวิศวกรรรมนั้นมีอยู่ด้วยกันมากมายเลย เช่น งานดินถม งานดินขุด งานสะพาน งานโครงสร้างเพื่อป้องมิให้น้ำท่วม เป็นต้น ซึ่งโดยส่วนมากแล้วโครงสร้างป้องกันมิให้ดินพังนั้นมักที่จะก่อสร้างขึ้นในรูปแบบของกำแพงหรือ WALL ที่จะทำหน้าที่ในการกันดินโดยวัสดุที่นิยมถูกนำมาสร้างมากที่สุดก็คือ คอนกรีต และ เหล็ก ตามลำดับครับ โดยหากเราจะทำการจำแนกประเภทของโครงสร้างป้องกันมิให้ดินพังนั้นออกเป็นประเภทหลักๆ เราก็พอที่จะทำการแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ โครงสร้างกำแพงกันดินซึ่งจะอาศัยกลไกจากน้ำหนักของตัวเองในการรับแรง หรือ GRAVITY WALL สาเหตุที่ชื่อของกำแพงชนิดนี้คือ GRAVITY WALL นั่นเป็นเพราะว่า เสถียรภาพของกำแพงกันดินชนิดนี้จะขึ้นอยู่กับน้ำหนักของตัวมันเองเป็นหลัก ซึ่งโดยมากแล้วการก่อสร้างโครงสร้างกำแพงกันดินชนิดนี้จะก่อให้เกิดความสิ้นเปลืองค่อนข้างที่จะมากเพราะตัวกำแพงเองจะต้องมีขนาดของตัวกำแพงเองที่มากเพียงพอที่จะต้านทานแรงดันของดินที่เข้ามากระทำทางด้านข้างกับตัวของกำแพงกันดินให้ได้ การใช้กำแพงกันดินชนิดนี้อาจจะเหมาะสมกับความสูงของดินที่ไม่มากนัก […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน กลับมาพบกันในทุกๆ วันเสาร์แบบนี้อีกครั้งหนึ่งซึ่งผมก็จะมาพบกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะพูดคุยกันถึงหัวข้อ “ถาม-ตอบชวนสนุก” กันนะครับ โดยที่ในวันนี้ผมได้ทำการหยิบยกเอาคำถามที่มีความเกี่ยวข้องกันกับเรื่อง ความรู้ดีๆ เรื่องประสบการณ์งานคำนวณออกแบบและการก่อสร้าง เอามาเป็นคำถามประจำสัปดาห์และเหมือนเช่นเคยผมคงจะต้องออกตัวอีกครั้งหนึ่งว่า คำถามประจำสัปดาห์นี้สุดแสนจะง่ายมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ โดยที่โจทย์ในวันนี้ก็คือ หากผมสมมติว่า ผมมีโครงสร้างฐานรากวางบนดินรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือ REGTANGULAR BEARING FOUNDATION ดังรูปที่แสดง ซึ่งฐานรากๆ นี้จะต้องทำหน้าที่ในการรับน้ำหนักบรรทุกใช้งานที่เป็นค่าที่ทำการคำนวณมาทั้งหมดเรียบร้อยแล้วหรือ NET SERVICE LOAD ซึ่งจะประกอบไปด้วยแรงกระทำตามแนวแกนหรือ AXIAL LOAD ซึ่งจะมีค่าเท่ากับ 100 T โดยที่จะมีแรงโมเมนต์ดัดแบบบวกรอบแกน X หรือ POSITIVE MOMENT ABOUT THE X AXIS กระทำเท่ากับ 40 T-M และก็จะมีแรงโมเมนต์ดัดแบบบวกรอบแกน Z หรือ POSITIVE MOMENT ABOUT THE Z AXIS กระทำเท่ากับ 60 T-M หากว่าผมทำการกำหนดให้ฐานรากของผมนั้นมีขนาดของความกว้างทางด้านแกน […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน กลับมาพบกันในทุกๆ วันเสาร์แบบนี้อีกครั้งหนึ่งซึ่งผมก็จะมาพบกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะพูดคุยกันถึงหัวข้อ “ถาม-ตอบชวนสนุก” กันนะครับ โดยที่ในวันนี้ผมได้ทำการหยิบยกเอาคำถามที่มีความเกี่ยวข้องกันกับเรื่อง ความรู้ดีๆ เรื่องวิศวกรรมงานฐานราก งานดินและเสาเข็ม เอามาเป็นคำถามประจำสัปดาห์และเหมือนเช่นเคยผมคงจะต้องออกตัวอีกครั้งหนึ่งว่า คำถามประจำสัปดาห์นี้สุดแสนจะง่ายมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ โดยที่โจทย์ในวันนี้ก็คือ หากผมมีเสาเข็มไมโครไพล์อยู่หนึ่งต้นที่ได้ทำการตอกลงไปในดินเป็นที่เรียบร้อยแล้วและผลจากการคำนวณก็พบว่าเสาเข็มต้นนี้จะมีคุณสมบัติต่างๆ ดังต่อไปนี้ มีกำลังรับแรงใช้งานในแนวดิ่งเนื่องจากแรงฝืดของดินเท่ากับ 25 ตันต่อต้น มีกำลังรับแรงใช้งานในแนวดิ่งเนื่องจากแรงกดที่ปลายของเสาเข็มเท่ากับ 15 ตันต่อต้น มีกำลังรับแรงใช้งานในแนวดิ่งเนื่องจากกำลังของตัวโครงสร้างเสาเข็มเท่ากับ 35 ตันต่อต้น มีกำลังรับแรงใช้งานในแนวราบเท่ากับ 10 ตันต่อต้น ซึ่งประเด็นของคำถามในวันนี้ก็คือ เสาเข็มต้นนี้จะมีค่าของ SAFE LOAD ในแนวดิ่งเท่ากับเท่าใดครับ ? #โพสต์ของวันเสาร์ #ถามตอบชวนสนุก #ปัญหาเรื่องวิศวกรรมงานฐานรากและเสาเข็ม #ค่าความสามารถในการรับกำลังของเสาเข็ม เฉลย ก่อนอื่นเลย ผมสามารถที่จะตัดตัวเลือกข้อสุดท้ายออกไปก่อนได้เลยเพราะว่าข้อนี้คือ ค่ากำลังรับแรงใช้งานในแนวราบ ซึ่งไม่ได้เป็นค่ากำลังรับแรงใช้งานในแนวดิ่ง ดังนั้นผมให้ข้อนี้มาเพื่อเป็นตัวหลอกเพียงเท่านั้นนะครับ ต่อมาหากว่าเสาเข็มต้นนี้ของเรานั้นมีค่าความสามารถในการรับแรงใช้งานในแนวดิ่งเนื่องจากแรงฝืดของดินหรือ FRICTION CAPACITY […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน กลับมาพบกันในทุกๆ วันจันทร์แบบนี้อีกครั้งหนึ่งซึ่งจริงๆ แล้วทุกๆ วันของวันจันทร์นั้นผมจะต้องมาพบกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะพูดคุยกันถึงหัวข้อ “ความรู้ดีๆ สำหรับนักเรียนและนักศึกษา” แต่เนื่องจากในสัปดาห์นี้ผมติดภารกิจเร่งด่วน ทำให้ต้องเดินทางออกนอกสถานที่เลยทำให้การจัดทำคลิปไม่ค่อยสะดวกมากนัก ดังนั้นในวันนี้ผมจึงจะขอสลับนำเอาหัวข้อ “ความรู้ดีๆ เพื่อคุณผู้หญิง” มาพูดคุยกับเพื่อนๆ ในวันนี้ก่อนก็แล้วกันนะครับ โดยที่หัวข้อในวันนี้เป็นคำถามที่ผมมักจะเห็นได้จากการที่มีน้องๆ นักเรียนในระดับ ปวช ปวส มัธยมต้น หรือ มัธยมปลาย ที่เป็นผู้หญิง มักจะทำการตั้งกระทู้หรือโพสต์เพื่อที่จะสอบถามว่า “หากว่าเรามีความสนใจและใจรักอยากที่จะประกอบอาชีพเป็นวิศวกรโยธา ไม่ทราบว่าการที่เป็นผู้หญิงจะส่งผลทำให้เป็นอุปสรรคในการทำงานในสายงานนี้หรือไม่ ?” ดังนั้นวันนี้ผมจะขออนุญาตมาเป็นผู้ให้คำแนะแนวโดยที่จะมาแชร์ความรู้และมุมมองของผมที่มีต่อผู้หญิงซึ่งมีการประกอบอาชีพอยู่ในสายงานวิศวกรรมโยธาให้แก่เพื่อนๆ ทุกคนได้รับทราบกันว่าจะเป็นเช่นไรนะครับ ก่อนอื่นเลยผมต้องขอยอมรับก่อนนะครับว่า สายงานวิศวกรรมโยธานั้นเป็นสายงานที่จำเป็นจะต้องทำงานค่อนข้างที่จะหนักเอาเรื่องเลยทีเดียว แต่ ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงจะไม่สามารถทำงานในสายงานนี้ได้ ในทางตรงกันข้าม ผมกลับมองว่าในบางสาขาย่อยของสายงานวิศวกรรมโยธานั้น หากว่าเราได้วิศวกรซึ่งเป็นผู้หญิงมาเป็นผู้ทำงานในส่วนนั้นๆ แล้วละก็ ก็น่าที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้ดีกว่าผู้ชายบางคนเสียอีก เรามาดูตัวอย่างกันสักหน่อยดีกว่านะครับว่าเพราะอะไรผมจึงได้กล่าวเช่นนั้น ประการแรก ผู้หญิงส่วนใหญ่จะเป็นเพศที่มีความละเอียดถี่ถ้วนมากๆ ดังนั้นหลายๆ ครั้งจึงทำให้มีความละเอียดและรอบคอบมากกว่าผู้ชายบางคนเสียอีก สาเหตุที่ผมหยิบยกเอาหัวข้อนี้มาใช้เป็นเหตุผลแรกนั่นเป็นเพราะว่า ผมสัมผัสมาโดยตรงเลย เพราะหากดูผิวเผินแล้วงานทางด้านวิศวกรรมโยธาอาจจะเหมือนเป็นงานที่มีความหยาบแต่หากมองให้ลึกลงไปในความหยาบที่เห็นนั้น ก็อาจจะพบได้ว่ากว่าเค้าจะคิดกันขึ้นมาได้ ก็ต้องใช้ความละเอียดไม่น้อยเลย ผมยกตัวอย่างแบบนี้ […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน ในทุกๆ วันพฤหัสบดีแบบนี้ ผมก็จะมาพบกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะพูดคุยกันถึงหัวข้อ “ความรู้ดีๆ เรื่องวิศวกรรมงานฐานราก งานดินและเสาเข็ม” นะครับ ในวันนี้ผมจะขออนุญาตเริ่มต้นทำการพูดถึงประเด็นๆ หนึ่งที่ยังคงค้างมาตั้งแต่ปีที่แล้วเกี่ยวกับเรื่องที่มีแฟนเพจท่านหนึ่งได้สอบถามผมเข้ามาว่า “อยากที่รบกวนขอให้อาจารย์ช่วยทำการอธิบายให้หน่อยว่าเพราะเหตุใดเสาเข็มไมโครไพล์ของภูมิสยามจึงจะต้องอาศัยกระบวนการในการ “สปัน” เสาเข็มด้วยครับ ?” จริงๆ แล้วคำถามๆ นี้เป็นคำถามที่ดีมากๆ เลย ซึ่งผมก็เคยได้ทำการตอบไปหลายครั้งแล้วเพียงแต่ในแต่ละครั้งที่ผมได้ตอบไปส่วนใหญ่จะเป็นการพูดถึงเรื่องอื่นแล้วก็วกมาตอบในประเด็นๆ นี้ ยังไงวันนี้ผมจะถือโอกาสนี้ตอบให้ชัดๆ ลงไปเลยก็แล้วกันนะครับ ผมคงจะต้องเริ่มต้นทำการพูดถึงหลักการพื้นฐานของการตอกเสาเข็มเสียก่อนนั่นก็คือ การที่เราทำการให้ “พลังงาน” หรือ “ENERGY” แก่โครงสร้างเสาเข็มโดยวิธีการ “ตอก” เสาเข็มลงไปในดิน ซึ่ง “ปริมาณ” ของพลังงานที่เราจะทำการใส่ลงไปในดินนั้นจะมีค่าที่ มาก หรือ น้อย ก็จะขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย เช่น ขนาดและความยาวของเสาเข็มที่ต้องการที่จะใช้ กำลังความสามารถของเสาเข็มที่ต้องการที่จะให้รับน้ำหนัก ความหลวมหรือแน่นตัวของดินที่จะทำการตอกเสาเข็ม เป็นต้นครับ ดังนั้นเมื่อเรามาดูจากหลักการพื้นฐานที่ผมได้กล่าวถึงไปแล้วข้างต้นในเรื่องของพลังงาน เราก็จะพบว่าค่าพลังงานที่เราจะได้จากการตอกเสาเข็ม 1 ครั้งนั้นจะเกิดจากการที่สามเทอมหลักๆ นั้นคูณกันออกมานั่นก็คือ เทอมค่าการสูญเสียพลังงานจากปัจจัยต่างๆ […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน วันนี้ผมจะขออนุญาตมาทำการโพสต์และแชร์ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง ความรู้และวิธีในการอ่านข้อมูล ซึ่งจะรวมไปถึงการนำข้อมูลจากผลการทดสอบดินหรือ BORING LOG ไปใช้งานมาฝากเพื่อนๆ ทุกคนนะครับ สืบเนื่องจากโพสต์ในสัปดาห์ก่อนหน้านี้ที่ผมได้ทำการอธิบายและยกตัวอย่างถึงวิธีในการคำนวณหาค่าความแข็งแกร่งหรือว่าสติฟเนสในการต้านทานแรงกระทำทางด้านข้างของดินหรือว่าค่า Ksh ไปซึ่งผลก็ปรากฏว่าค่า Ksh(x) สำหรับพื้นที่รับผิดชอบแต่ละสีนั้นจะมีค่าเท่ากับ Ksh(x) (GREEN) =3,102 T/M และ Ksh(x) (RED) =6,204 T/M สำหรับค่า Ksh(z) สำหรับพื้นที่รับผิดชอบแต่ละสีนั้นก็จะมีค่าเท่ากับ Ksh(z) (GREEN) =6,168 T/M และ Ksh(z) (RED) =12,336 T/M ผลปรากฏว่ามีเพื่อนของผมท่านหนึ่งได้หลังไมค์มาถามกับผมว่า เพราะเหตุใดเมื่อเราทำการพิจารณาดูค่าจากการคำนวณข้างต้นแล้วถึงมีความรู้สึกว่ามันแปลกๆ ว่า เพราะว่าฐานรากรอบแกน x นั้นมีขนาดความกว้างที่มากกว่าฐานรากรอบแกน z แล้วเหตุใดกันค่า Ksh(x) ของสปริงแต่ละค่าจึงมีค่าที่ต่ำกว่าค่า Ksh(z) ? […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน วันนี้ผมจะขออนุญาตมาทำการโพสต์และแชร์ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง ความรู้ทางด้านงานออกแบบที่เกี่ยวข้องกันกับการทำงานทางด้านวิศวกรรมโครงสร้างที่อยู่ เหนือพื้นดินขึ้นมา และ ใต้พื้นดินลงไป มาฝากเพื่อนๆ ทุกคนนะครับ วันนี้ผมจะมาพูดและให้ความรู้ถึงรายละเอียดต่างๆ และส่วนประกอบรองของโครงสร้างโครงหลังคาที่เป็นโครงข้อหมุนหรือว่า TRUSS STRUCTURE ต่อเนื่องจากเนื้อหาในสัปดาห์ที่แล้วนะครับ อย่างที่ผมได้เรียนให้เพื่อนๆ ทราบไปในครั้งที่แล้วว่าในส่วนของ โครงสร้างส่วนรอง ก็จะได้แก่ (1) โครงสร้างค้ำยันทางด้านข้าง หรือในภาษาอังกฤษเรามักจะเรียกว่า SAG ROD โดยที่โครงสร้างส่วนนี้จะทำหน้าที่ในการสร้างเสถียรภาพในการรับกำลังให้แก่โครงสร้างแป ซึ่งตามปกติแล้วเราจะใช้ SAG ROD ค้ำยันโครงสร้างแปเอาไว้ที่ระยะประมาณครึ่งหนึ่งของระยะความยาวช่วงและโดยมากแล้วก็จะใช้ก็ต่อเมื่อโครงสร้างแปของเรานั้นมีความยาวของช่วงและมีการรับน้ำหนักที่ค่อนข้างที่จะมากเพราะหากไม่ใช้ SAG ROD พยุงแปเอาไว้ ก็อาจจะทำให้โครงสร้างแปของเรานั้นเกิดการเสียรูปทั้งทางแนวดิ่งและทางแนวด้านข้างที่จะมากตามไปด้วย ทั้งนี้ SAG ROD จะทำหน้าที่ในการรับแรงดึงซึ่งก็จะเกิดสะสมขึ้นไปมาตามความลาดเอียงของโครงหลังคาโครงข้อหมุนทั้งสองด้าน จนในที่สุดก็จะมีแรงดึงมากที่สุดที่แปตัวบนสุด ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีเหล็กเส้นที่จะทำหน้าที่ในการยึดที่สันของโครงหลังคาเพื่อที่จะเชื่อมต่อแรงจากในทั้งสองทิศทางให้ได้ครับ (2) โครงสร้างเกลียวเร่ง หรือในภาษาอังกฤษเรามักจะเรียกว่า TIE ROD โดยที่โครงสร้างส่วนนี้จะทำหน้าที่ในการสร้างเสถียรภาพในการรับกำลังให้แก่โครงสร้างโครงหลังข้อหมุนหลักและโครงข้อหมุนรอง สาเหตุที่เราจำเป็นที่จะต้องใช้ TIE ROD นั่นเป็นว่าโครงสร้างโครงหลังคาโครงข้อหมุนเหล็กส่วนใหญ่นั้นมักที่จะมีจุดต่อที่มีความแข็งแกร่งหรือว่า STIFFNESS ที่ไม่ได้มากมายอะไรนัก กล่าวคือค่อนข้างที่จะมีความยืดหยุ่นตัวมากๆ ด้วยเหตุนี้เองเราจึงจำเป็นที่จะต้องทำการการยึดรั้งโครงสร้างโครงหลังคาโครงข้อหมุนเหล็กนี้เอาไว้เพื่อให้เกิดเสถียรภาพและความแข็งแรงทางด้านข้างของโครงสร้างโครงหลังคาโครงข้อหมุน ซึ่งโดยมากนั้นเราจะใช้เจ้า TIE […]










