วิศวกรเลือกประเภทฐานรากจากอะไร? (คือน้ำหนักอาคาร สภาพชั้นดิน ระดับน้ำใต้ดิน และงบประมาณ)

341 วิศวกรเลือกประเภทฐานรากจากอะไร? (คือน้ำหนักอาคาร สภาพชั้นดิน ระดับน้ำใต้ดิน และงบประมาณ)

วิศวกรจะเลือกประเภทของฐานรากเพื่อให้สามารถถ่ายน้ำหนักลงสู่ชั้นดินได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยพิจารณาจากปัจจัยหลัก 4 ประการ ดังนี้ครับ:

  1. น้ำหนักของตัวอาคาร (Building Load)
  • อาคารขนาดใหญ่หรือสูงหลายชั้น: มีน้ำหนักบรรทุกมาก วิศวกรจึงต้องเลือกใช้ ฐานรากแบบลึก (Deep Foundation) เช่น เสาเข็มเจาะหรือเสาเข็มตอก เพื่อถ่ายน้ำหนักลงสู่ชั้นดินแข็งที่อยู่ลึกลงไป
  • อาคารขนาดเล็กหรือบ้านชั้นเดียว: หากมีน้ำหนักไม่มากนัก อาจพิจารณาใช้ ฐานรากแผ่ (Shallow Foundation) ซึ่งวางอยู่บนชั้นดินระดับตื้นได้โดยตรง
  • เมื่อเทคโนโลยีการก่อสร้างก้าวหน้าขึ้นและอาคารมีน้ำหนักบรรทุกสูงขึ้นมาก ฐานรากได้ถูกพัฒนาจากเสาเข็มตอกไปสู่ เสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ ที่มีกำลังรับน้ำหนักบรรทุกสูงขึ้นตามความต้องการใช้พื้นที่ในเมือง
  1. สภาพและกำลังรับน้ำหนักของชั้นดิน (Soil Condition)
  • ดินแข็ง/ดินดานอยู่ตื้น: วิศวกรจะเลือกใช้ ฐานรากแผ่ เพื่อความประหยัด
  • ดินอ่อน (เช่น ดินเหนียวในกรุงเทพฯ): ชั้นดินบนไม่สามารถรับน้ำหนักอาคารขนาดใหญ่ได้ จึงจำเป็นต้องใช้ เสาเข็ม เพื่อหยั่งลงไปถึงชั้นดินแข็งหรือดินดานด้านล่าง
  • การตัดสินใจจะอ้างอิงจาก รายงานการสำรวจดิน (Soil Boring Test) เพื่อให้ทราบค่าความแข็งแรงของดิน (SPT N-Value) และความลึกของชั้นดินที่เหมาะสม เพื่อคำนวณขนาดและหน้าตัดของฐานรากได้อย่างถูกต้อง
  1. ระดับน้ำใต้ดิน (Groundwater Level)
  • ความยากง่ายในการก่อสร้าง: ระดับน้ำใต้ดินที่สูงส่งผลต่อความยากในการขุดดินทำฐานรากและระบบค้ำยัน ซึ่งกระทบต่อวิธีการก่อสร้างและต้นทุน
  • เสถียรภาพระยะยาว: การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำใต้ดินอาจทำให้กำลังแบกทานของดินลดลง หรือทำให้ดินอ่อนตัวลงจนฐานรากทรุดตัวไม่เท่ากันได้ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาแรงดันน้ำ (Hydrostatic Uplift) ที่อาจดันขึ้นใต้ฐานรากสำหรับโครงสร้างใต้ดิน
  1. งบประมาณ (Budget)
  • ฐานรากแผ่ เป็นทางเลือกที่ประหยัดที่สุดและก่อสร้างได้รวดเร็ว เนื่องจากไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านเสาเข็มและเครื่องจักรหนัก
  • ฐานรากเสาเข็ม จะมีต้นทุนสูงกว่า ขึ้นอยู่กับชนิดของเสาเข็มและวิธีการก่อสร้างที่เหมาะสมกับหน้างาน การออกแบบที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมจะช่วยให้ประหยัดต้นทุนในระยะยาว โดยป้องกันปัญหาอาคารทรุดตัวซึ่งแก้ไขได้ยากและสิ้นเปลืองสูง

ปัจจัยเพิ่มเติมอื่น ๆ ที่วิศวกรนำมาพิจารณา:

  • ข้อจำกัดในพื้นที่และการก่อสร้าง: เช่น เส้นทางคมนาคม การเข้าถึงของเครื่องจักรหนัก และสภาพชุมชนรอบข้าง
  • พฤติกรรมของอาคารข้างเคียง: การศึกษาสิ่งก่อสร้างใกล้เคียงว่าใช้ฐานรากชนิดใดและมีปัญหาการทรุดตัวหรือไม่
  • ภัยพิบัติทางธรรมชาติ: ในพื้นที่เสี่ยงภัย ต้องออกแบบฐานรากให้ต้านทานแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว หรือป้องกันการกัดเซาะของหน้าดินบริเวณริมน้ำ