ฐานรากมีกี่ประเภทหลัก? (แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ ฐานรากตื้น และ ฐานรากลึก)

340 ฐานรากมีกี่ประเภทหลัก? (แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ ฐานรากตื้น และ ฐานรากลึก)

ฐานรากสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ตามลักษณะการถ่ายน้ำหนักและความลึกเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพดินและลักษณะของอาคาร ดังนี้:,

  1. ฐานรากแบบตื้น (Shallow Foundation)
  • ลักษณะการทำงาน: เป็นฐานรากที่ถ่ายน้ำหนักของโครงสร้างลงสู่ชั้นดินแข็งที่อยู่ระดับตื้นโดยตรง โดยใช้ความกว้างของฐานรากช่วยกระจายแรง,
  • ความลึก: มักฝังอยู่ใต้ผิวดินไม่ลึกมาก โดยทั่วไปจะไม่เกิน 3 เมตร,
  • ประเภทที่นิยม:
    • ฐานรากแผ่เดี่ยว (Isolated Footing): รองรับน้ำหนักเสาเพียงต้นเดียว,
    • ฐานรากต่อเนื่อง (Continuous Footing): แผ่เป็นแนวยาวรองรับกำแพงหรือผนังรับน้ำหนัก,
    • ฐานรากร่วม (Combined Footing): ฐานเดียวที่รองรับเสาตั้งแต่ 2 ต้นขึ้นไป,
    • ฐานรากแผ่นหรือแพ (Mat / Raft Foundation): ฐานคอนกรีตขนาดใหญ่แผ่นเดียวที่รองรับเสาทุกต้นของอาคาร ช่วยลดปัญหาการทรุดตัวไม่เท่ากัน,,
  • ความเหมาะสม: เหมาะกับพื้นที่ที่ชั้นดินบนสุดแข็งแรง มีความสามารถในการรับน้ำหนักได้ดี เช่น ดินดานหรือชั้นหิน และใช้กับอาคารที่มีน้ำหนักไม่มากนัก,,
  1. ฐานรากแบบลึก (Deep Foundation)
  • ลักษณะการทำงาน: ใช้ในกรณีที่ดินชั้นบนอ่อนแอเกินกว่าจะรับน้ำหนักอาคารได้ จึงต้องใช้ เสาเข็ม (Pile) เป็นตัวกลางถ่ายน้ำหนักลงสู่ชั้นดินแข็งที่อยู่ลึกมากๆ,,
  • ประเภทที่นิยม:
    • ฐานรากเสาเข็ม (Pile Foundation): ใช้เสาเข็มประเภทต่างๆ เช่น เสาเข็มตอก (Driven Pile), เสาเข็มเจาะ (Bored Pile) หรือเสาเข็มไมโครไพล์ (Micropile) เพื่อหยั่งลงไปถึงชั้นดินดาน,,,
    • ฐานรากแบบกล่อง หรือ เคซอง (Caisson Foundation): เป็นโครงสร้างรูปกล่องที่ฝังลึก มักใช้กับงานสะพานหรือตอม่อขนาดใหญ่
  • ความเหมาะสม: เหมาะสำหรับอาคารสูง อาคารที่มีน้ำหนักบรรทุกมาก หรือการก่อสร้างในพื้นที่ดินอ่อน (เช่น กรุงเทพฯ และปริมณฑล) เพื่อป้องกันการทรุดตัวหรืออาคารเอียง,,

ปัจจัยที่วิศวกรใช้เลือกประเภทฐานราก: จะพิจารณาจากน้ำหนักของตัวอาคาร, สภาพและกำลังรับน้ำหนักของชั้นดินในพื้นที่, ระดับน้ำใต้ดิน และงบประมาณที่มี