สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน
วันนี้ผมจะขอมาตอบคำถามน้องวิศวกรท่านเดิมต่อเนื่องจากโพสต์ที่แล้วของผมนะครับ เกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่ผมได้กล่าวถึงเรื่อง Pcr หรือ CRITICAL LOAD หรือว่า BUCKLING LOAD ว่าเหตุใดผมถึงได้กล่าวว่าหากทำการจำลองโครงสร้างด้วย PINNED แทนที่จะเป็น SPRING ในแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของเรา เหตุใดจึงทำให้ค่า Pcr มีค่าสูงกว่าการจำลองในแบบที่สองนะครับ
ก่อนอื่นไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ผมขอย้อนอธิบายให้เพื่อนๆ พอเข้าใจกันพอสังเขปถึงเรื่อง Pcr ก่อนก็แล้วกันนะครับ
ค่า Pcr นั้นคือค่า P น้อยที่สุด ที่จะทำให้โครงสร้างเกิดการโก่งเดาะ ซึ่งค่า Pcr นั้นสามารถหาได้จากการแก้สมการ DIFFERENTIAL EQUATION ซึ่งหากเพื่อนๆ สนใจที่มาที่ไปของสมการๆ นี้ในโอกาสหน้าหากผมมีโอกาส ผมจะมา DERIVE สมการนี้ให้เพื่อนๆ ได้ทราบกันนะครับ แต่ หากรอไม่ได้หรือว่าใจร้อนอยากจะทราบเร็วๆ ก็ขอแนะนำให้ศึกษาต่อในวิชา STRUCTURAL STABILITY ได้นะครับ
หากเราทำการวิเคราะห์โครงสร้างคานที่มีจุดรองรับเป็นแบบ PINNED และเราทำการแก้สมการ DIFFERENTIAL EQUATION ของโครงสร้างออกมาจะพบว่าคำตอบค่า Pcr จะมีค่าเท่ากับ
Pcr = n^(2) π^(2) EI / L^(2)
โดยที่ n คือ จำนวน CURVATURE ที่เกิดขึ้นกับโครงสร้าง ดังนั้นค่า Pcr ที่น้อยที่สุดที่จะเกิดขึ้นก็คือเมื่อค่า n หรือ ค่าจำนวนของ CURVATURE มีค่าเท่ากับ 1 ทำให้ค่า Pcr มีค่าเท่ากับ
Pcr = π^(2) EI / L^(2)
โดยหากเปลี่ยนสภาพของจุดรองรับเป็นแบบ FIXED ทั้งสองข้างจะทำให้ค่า n เพิ่มขึ้นเป็น 4
สำหรับกรณีนี้ค่า Pcr จะมีค่าเท่ากับ
Pcr = 16 π^(2) EI / L^(2)
โดยหากเปลี่ยนสภาพของจุดรองรับเป็นแบบ FIXED ข้างหนึ่งและอีกข้างหนึ่งเป็น FREE จะทำให้ค่า n ลดลงเป็น 0.25
สำหรับกรณีนี้ค่า Pcr จะมีค่าเท่ากับ
Pcr = 0.0625 π^(2) EI / L^(2)
จะสังเกตได้ว่ายิ่งโครงสร้างมีความแข็งแรงเนื่องจากสภาพจุดรองรับที่แตกต่างกันมากเพียงใด ก็จะยิ่งทำให้มีค่า Pcr ที่สูงขึ้นนั่นเองครับ
จากการที่ผมได้เล่าถึงจุดๆ นี้ผมขอวกกลับมาตอบคำถามน้องวิศวกรท่านนี้นะครับ จากในภาพที่ผมโพสต์เมื่อวานเราจะสังเกตได้ว่าระยะ L ของ CURVATURE ที่เกิดขึ้นในภาพแรกจะมีค่าที่น้อยกว่าของในภาพที่สองนะครับ ดังนั้นหากพูดถึงสภาพของจุดรองรับที่เหมือนๆ กัน ต่างกันที่ความยาวช่วงของ CURVATURE ซึ่งค่า L เป็นตัวหารของสมการ Pcr ยิ่งค่า L มีค่ามากก็จะยิ่งทำให้ค่า Pcr มีค่าน้อย ในทางกลับกันยิ่งค่า L มีค่าน้อยก็จะยิ่งทำให้ค่า Pcr มีค่ามากนั่นเอง
ซึ่งหากเราทำการประมาณค่า Pcr ที่มากเกินความเป็นจริง (มากจนเกินที่จะเป็นไปได้) ก็จะทำให้สิ้นเปลืองโครงสร้าง INTERMEDIATE BRACING มากจนเกินนั่นเองครับ
คิดว่าการที่ผมได้อธิบายถึงเรื่องๆ นี้ก็น่าที่จะทำให้น้องวิศวกรท่านนี้เกิดความเข้าใจในประเด็นๆ นี้เพิ่มเติมยิ่งขึ้นแล้วนะครับ
หวังว่าความรู้เล็กๆ น้อยๆ ที่ผมได้นำมาฝากแก่เพื่อนๆ ทุกๆ ท่านในวันนี้จะมีประโยชน์ต่อทุกๆ ท่านไม่มากก็น้อย และ จนกว่าจะพบกันใหม่นะครับ
ADMIN JAMES DEAN
—————–


