420 ถ้าน้ำท่วมบ่อยหรือตอม่อโดนความชื้นจะเป็นอะไรไหม? น้ำท่วมบ่อยหรือตอม่อโดนความชื้นต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจส่งผลเสียต่อโครงสร้างได้ โดยความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของวัสดุและการออกแบบ ซึ่งปัญหาหลักที่อาจเกิดขึ้นมีดังนี้ครับ: เหล็กโครงสร้างเป็นสนิมและคอนกรีตระเบิด: เมื่อความชื้นหรือน้ำซึมผ่านรูพรุนของคอนกรีตเข้าไปถึงเหล็กเสริมภายใน จะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันทำให้เหล็กเป็นสนิม เหล็กที่พองตัวจากสนิมจะขยายตัว (มากถึง 3-5 เท่า) และดันให้เนื้อคอนกรีตปริแตกกะเทาะออกมา หรือที่เรียกว่า “คอนกรีตระเบิด” ส่งผลให้เสาตอม่อสูญเสียกำลังในการรับน้ำหนักอย่างรุนแรง คอนกรีตเสื่อมสภาพ: หากคอนกรีตที่ใช้ไม่ได้มาตรฐานหรือมีรูพรุนมาก ความชื้นจะเข้าไปกัดกร่อนเนื้อปูน ทำให้คอนกรีตเปื่อยยุ่ยและสูญเสียความแข็งแรงในระยะยาว การทรุดตัวของฐานราก: น้ำที่ท่วมขังเป็นประจำจะชะล้างหน้าดินและทำให้ดินรอบฐานรากอ่อนตัวลง เมื่อดินอิ่มตัวด้วยน้ำ ความหนาแน่นและแรงยึดเกาะจะลดลง ทำให้ฐานรากเสี่ยงต่อการทรุดตัวหรือเอียงได้ง่ายขึ้น แนวทางการป้องกันและข้อควรระวัง: ความสูงของเสาตอม่อ: โดยปกติวิศวกรจะออกแบบให้เสาตอม่อสูงพ้นระดับดินขึ้นมาประมาณ 20-30 เซนติเมตร เพื่อยกระดับคานคอดินและเสาหลักให้พ้นจากความชื้นในดินและน้ำท่วมขัง ระยะหุ้มคอนกรีต (Concrete Cover): ต้องมั่นใจว่ามีการหล่อคอนกรีตหุ้มเหล็กเสริมหนาเพียงพอตามมาตรฐาน หากระยะหุ้มน้อยเกินไป น้ำและสารเคมีจะซึมเข้าถึงเหล็กได้ง่ายขึ้น การใช้วัสดุกันซึม: ในพื้นที่ที่มีความชื้นสูงหรือน้ำท่วมบ่อย ควรใช้น้ำยาผสมคอนกรีตกันซึม หรือทาวัสดุกันซึม (Waterproofing) รอบตอม่อเพื่อตัดวงจรความชื้น เลือกประเภทปูนที่เหมาะสม: หากน้ำดินมีความเค็มหรือเป็นกรดสูง ควรเลือกใช้ปูนซีเมนต์ประเภทต้านทานซัลเฟต หากพบว่าตอม่อเริ่มมีรอยแตกร้าวหรือเห็นสนิมเหล็ก ควรปรึกษาวิศวกรโครงสร้างเพื่อประเมินและซ่อมแซมทันทีเพื่อป้องกันอาคารทรุดตัวในอนาคตครับ
Category Archives: Academic
419 ตอม่อจำเป็นไหม? ต้องมีทุกต้นหรือเปล่า? เสาตอม่อมีความ “จำเป็น” ในฐานะโครงสร้างหลักที่ทำหน้าที่รับน้ำหนักจากเสาอาคารชั้นบนเพื่อส่งถ่ายลงสู่ฐานรากและเสาเข็มอย่างมั่นคง แต่ในทางวิศวกรรมนั้น “ไม่จำเป็นต้องมีทุกต้นเสมอไป” ขึ้นอยู่กับการออกแบบของวิศวกรและลักษณะของฐานรากครับ รายละเอียดความจำเป็นและข้อยกเว้น มีดังนี้: ทำไมเสาตอม่อถึงจำเป็น? เป็นตัวกลางถ่ายน้ำหนัก: ช่วยรับแรงจากเสาบ้านชั้นบนแล้วกระจายน้ำหนักลงสู่ฐานราก (Footing) ได้อย่างสมดุล ป้องกันความชื้นและสนิม: ตอม่อช่วยยกแนวเสาอาคารให้สูงพ้นระดับดิน เพื่อป้องกันความชื้นและน้ำใต้ดินซึมเข้าไปกัดกร่อนเหล็กเสริมในเสา ซึ่งช่วยป้องกันโครงสร้างผุกร่อนในระยะยาว ยึดโครงสร้าง: ช่วยยึดรัดโครงสร้างส่วนล่างให้เป็นระดับเดียวกัน ป้องกันปัญหาบ้านเอียงหรือแตกร้าวจากการทรุดตัว กรณีที่ “ไม่จำเป็น” ต้องมีตอม่อทุกต้น การที่บางจุดไม่ต้องมีตอม่อแยกเดี่ยว มักเกิดจากเงื่อนไขดังนี้: ฐานรากรวม (Combined Footing): หากวิศวกรออกแบบฐานราก 1 จุดให้มีขนาดใหญ่จนสามารถรับน้ำหนักเสาบ้านได้มากกว่า 1 ต้น เสาเหล่านั้นจะตั้งอยู่บนฐานเดียวกันโดยไม่ต้องมีตอม่อแยกเฉพาะต้น การปรับระดับคานคอดิน: หากออกแบบให้ระดับคานคอดิน (คานชั้นล่างสุด) อยู่ในระดับเดียวกับฐานรากพอดี วิศวกรอาจกำหนดให้ต่อเหล็กจากฐานรากขึ้นเป็นเสาบ้านได้เลยโดยไม่ต้องมีช่วงเสาตอม่อคั่นกลาง จุดที่ไม่รับน้ำหนักหลัก: โครงสร้างบางจุด เช่น ชานพักเล็กๆ หรือเฉลียง อาจถูกออกแบบให้วางอยู่บนคานที่ยื่นออกมาโดยไม่ต้องลงเสาเข็มและตอม่อรองรับเพิ่ม หากคำนวณแล้วว่าปลอดภัย ข้อควรระวัง: การจะลดหรือตัดเสาตอม่อในจุดใดออก ต้องผ่านการคำนวณและประเมินอย่างละเอียดจากวิศวกรโครงสร้างเท่านั้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่น้ำหนักจะลงไม่กึ่งกลางฐานราก ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาฐานรากพลิกตัวหรือบ้านทรุดตัวในอนาคตครับ
418 เสาตอม่อควรมีความสูงเท่าไหร่? สำหรับบ้านพักอาศัยทั่วไป เสาตอม่อควรมีความสูงรวมประมาณ 50 – 100 เซนติเมตร โดยความสูงนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ดังนี้ครับ ส่วนที่โผล่พ้นระดับดิน: ควรสูงขึ้นมาประมาณ 20 – 30 เซนติเมตร เพื่อใช้เป็นจุดรองรับในการหล่อคานคอดิน (Grade Beam) ส่วนที่ฝังจมอยู่ใต้ดิน: เป็นส่วนที่เชื่อมต่ออยู่เหนือฐานราก (Footing) จนถึงระดับผิวดิน เหตุผลสำคัญที่ตอม่อต้องมีความสูงที่เหมาะสม ป้องกันความชื้น: การยกแนวเสาให้สูงพ้นระดับผิวดินช่วยป้องกันความชื้นและน้ำใต้ดินซึมเข้าไปกัดกร่อนเหล็กเสริมในเสาอาคาร ซึ่งอาจทำให้เกิดสนิมและโครงสร้างผุกร่อนในระยะยาวได้ เป็นตัวกลางถ่ายน้ำหนัก: ตอม่อทำหน้าที่รับน้ำหนักจากเสาอาคารชั้นบนเพื่อส่งถ่ายแรงลงสู่ฐานรากและเสาเข็มอย่างมั่นคง ความสะดวกในการก่อสร้าง: ระยะที่โผล่พ้นดินขึ้นมาอย่างน้อย 20 เซนติเมตร จะช่วยให้ช่างทำงานหล่อคานคอดินได้สะดวกและได้มาตรฐานมากขึ้น ข้อควรระวัง: แม้จะมีค่าเฉลี่ยมาตรฐาน แต่ความสูงที่แม่นยำที่สุดจะต้องขึ้นอยู่กับการออกแบบของวิศวกรโครงสร้าง และความลึกของฐานรากที่ฝังอยู่ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามสภาพดินครับ
417 ตอม่อกับฟุตติ้งต่างกันอย่างไร? ฟุตติ้ง (Footing) และ ตอม่อ (Pedestal/Pier) เป็นส่วนประกอบสำคัญของโครงสร้างฐานรากที่ทำงานประสานกัน แต่มีหน้าที่และตำแหน่งที่แตกต่างกัน ดังนี้ครับ: ตำแหน่งที่ตั้ง ฟุตติ้ง (ฐานราก): เป็นโครงสร้างส่วนที่อยู่ ล่างสุด ฝังอยู่ใต้ดินลึกที่สุด โดยจะวางอยู่บนหัวเสาเข็ม (กรณีมีเสาเข็ม) หรือวางบนชั้นดินโดยตรง (กรณีฐานรากแผ่) ตอม่อ: เป็นเสาสั้นๆ ที่ตั้งอยู่ เหนือฟุตติ้ง แต่อยู่ใต้ระดับดินหรือเสมอระดับพื้นดิน ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างฟุตติ้งกับคานคอดินหรือเสาบ้านชั้นบน หน้าที่สำคัญ ฟุตติ้ง: ทำหน้าที่รับน้ำหนักทั้งหมดของอาคารแล้ว กระจายแรง ลงสู่เสาเข็มหรือชั้นดินให้สม่ำเสมอ เพื่อป้องกันอาคารทรุดตัว ตอม่อ: ทำหน้าที่เป็นตัวกลางรับน้ำหนักจากเสาอาคารด้านบนเพื่อ ส่งถ่ายน้ำหนัก ลงสู่ฟุตติ้ง นอกจากนี้ยังช่วยยกแนวเสาอาคารให้สูงพ้นจากระดับดิน เพื่อป้องกันความชื้นและน้ำใต้ดินซึมเข้าไปกัดกร่อนเหล็กเสริมจนเกิดสนิม รูปร่างลักษณะ ฟุตติ้ง: มักเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กที่มีลักษณะ แผ่ออกเป็นแผ่น รูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้าเพื่อให้มีพื้นที่หน้าตัดกว้างในการรับแรง ตอม่อ: มีลักษณะเป็น แท่งเสา ทรงสี่เหลี่ยมหรือวงกลมตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางของฟุตติ้ง โดยทั่วไปจะมีความสูงประมาณ 50-100 เซนติเมตร สรุปความสัมพันธ์: น้ำหนักจากเสาบ้านจะถูกส่งมาที่ ตอม่อ จากนั้นตอม่อจะส่งต่อแรงไปที่ […]
415 ต้องถมที่ทิ้งไว้รอนานแค่ไหนถึงจะสร้างบ้านได้? (หากไม่ได้ใช้เครื่องจักรบดอัด ควรทิ้งไว้ (6 – 12) เดือน (หรือผ่านฤดูฝนอย่างน้อย 1-2 ครั้งเพื่อให้ดินเซ็ตตัว)) ระยะเวลาในการทิ้งดินถมให้เซ็ตตัวก่อนสร้างบ้านนั้นขึ้นอยู่กับวิธีการจัดการดินและประเภทของดินเป็นสำคัญ โดยมีรายละเอียดตามหลักวิศวกรรมและข้อมูลจากแหล่งข้อมูลดังนี้ครับ: กระบวนการเซ็ตตัวของดิน (Consolidation vs. Compaction) ในทางวิศวกรรม การทำให้ดินแน่นตัวแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักที่มีระยะเวลาต่างกันชัดเจน: การอัดตัวคายน้ำ (Consolidation): เป็นกระบวนการที่ดินลดปริมาตรลงตามธรรมชาติเนื่องจากน้ำในช่องว่างของดินถูกขับออก มักเกิดขึ้นกับดินเหนียว กระบวนการนี้ต้องใช้เวลานาน ตั้งแต่หลายเดือนไปจนถึงหลายปี จากกรณีศึกษาพบว่าดินถมที่หนาเพียง 2 เมตร อาจใช้เวลาถึง 9 เดือน (265 วัน) ในการทรุดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ การบดอัด (Compaction): เป็นการใช้แรงทางกล (เช่น รถบดอัด) เพื่อไล่อากาศออกจากช่องว่างในดิน วิธีนี้ทำได้รวดเร็ว และช่วยปรับปรุงคุณภาพดินให้พร้อมก่อสร้างได้ทันที ระยะเวลาที่แนะนำสำหรับการถมทิ้งไว้ หากไม่ได้ใช้เครื่องจักรบดอัดดินเป็นชั้นๆ อย่างถูกต้อง การทิ้งระยะเวลาเพื่อให้ดินเซ็ตตัวตามธรรมชาติมีความสำคัญมาก: ระยะเวลาทั่วไป: ควรทิ้งไว้ประมาณ 6-12 เดือน หรือผ่านฤดูฝนอย่างน้อย 1-2 ครั้ง […]
414 รู้ได้อย่างไรว่าขุดถึงชั้นดินที่เหมาะสมแล้ว? (โดยสังเกตจากสีและเนื้อดินที่เปลี่ยนเป็นดินเดิมแน่นๆ (ไม่ใช้ดินถมใหม่) หรือดูความแข็งแรงจากการทดสอบหน้างาน) การตรวจสอบว่าขุดหลุมฐานรากจนถึงชั้นดินที่เหมาะสมแล้วหรือไม่ สามารถพิจารณาได้จากเกณฑ์มาตรฐานทางวิศวกรรมและข้อกำหนดตามกฎหมาย ดังนี้ครับ: การสังเกตลักษณะทางกายภาพและเนื้อดิน (ดินเดิม) ต้องวางบนดินฐานรากเดิม: ตามกฎระเบียบมาตรฐาน ฐานรากต้องวางอยู่บน “ดินฐานรากเดิม” (Undisturbed Soil) ที่มีความแข็งแรง. หลีกเลี่ยงดินถมใหม่: ห้ามวางฐานรากบน “วัสดุถม” (Fill Material) หรือดินที่ถมขึ้นใหม่โดยไม่ได้ผ่านการทดสอบกำลังแบกทาน เพราะดินถมมักมีความแน่นไม่สม่ำเสมอและเสี่ยงต่อการทรุดตัว. สังเกตความแน่นและสีดิน: เมื่อขุดลงไปถึงชั้นดินเดิมที่เหมาะสม เนื้อดินจะมีความแน่นสูงและแข็งกว่าดินชั้นบนชัดเจน. ตัวอย่างเช่น หากขุดพบชั้น “ดินดาน” (Hardpan) ซึ่งเป็นดินที่รับน้ำหนักได้ดีมาก จะมั่นใจได้ว่าอาคารจะไม่เกิดการทรุดตัวแตกต่างกัน (Differential Settlement). การตรวจสอบผ่านการทดสอบทางวิศวกรรม ค่า SPT N-Value: วิศวกรจะใช้ผลจากการเจาะสำรวจดิน (Soil Boring Test) เพื่อดูความแข็งแรงของดิน. ชั้นดินที่เรียกว่า “ดินดาน” ซึ่งเหมาะแก่การรับน้ำหนักอาคาร จะต้องมีค่าการตอกทดสอบมาตรฐาน (SPT N-Value) เกิน 30 ครั้งต่อ 300 มิลลิเมตร. […]
413 ขุดหลุมฐานรากกว้างกว่าตัวฐานรากเท่าไหร่? (ควรขุดเผื่อรอบข้างอย่างน้อยข้างละ (0.50) เมตร เพื่อให้คนงานลงไปทำงานสะดวกและสะดวกในการติดตั้งไม้แบบ) การขุดหลุมฐานรากควรมีขนาดใหญ่กว่าตัวฐานรากจริงเพื่อให้มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการปฏิบัติงาน โดยมีรายละเอียดและมาตรฐานที่แนะนำดังนี้ครับ ระยะห่างขั้นต่ำ: ตามมาตรฐานงานก่อสร้างทั่วไป ควรขุดให้ห่างจากขอบฐานรากโดยรอบอย่างน้อย 0.25 เมตร เหตุผลและความสำคัญ: พื้นที่เผื่อรอบข้างนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้คนงานสามารถลงไปปฏิบัติงานได้สะดวก ไม่ว่าจะเป็นการผูกเหล็กเสริมฐานราก การติดตั้งไม้แบบให้มั่นคงแข็งแรง และการตรวจสอบระดับต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ข้อแนะนำในทางปฏิบัติ: แม้มาตรฐานจะกำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 0.25 เมตร แต่ในทางปฏิบัติมักนิยมขุดเผื่อไว้ประมาณ 0.50 เมตร (ตามที่ระบุในคำถาม) เพื่อให้เกิดความสะดวกสูงสุดในการทำงาน โดยเฉพาะในฐานรากที่มีความลึกมากหรือต้องมีการค้ำยันไม้แบบที่ซับซ้อน ข้อควรระวังในการขุดดิน ป้องกันดินพัง: หากหลุมมีความลึกมากหรือดินมีลักษณะร่วนซุย ควรมีการป้องก้นดินพังด้วยการทำสโลป (Slope) หรือใช้ระบบป้องกันดินพัง เช่น เสาเข็มไม้หรือแผ่นเหล็กพืด (Sheet Pile) เพื่อป้องกันอันตรายต่อคนงานและป้องกันไม่ให้เสาเข็มที่ตอกไว้แล้วขยับตัวหรือหัก ความสะอาดก้นหลุม: เมื่อขุดเสร็จแล้ว ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าก้นหลุมไม่มีน้ำขัง ไม่มีดินเลน เศษไม้ หรือขยะตกค้างก่อนที่จะเริ่มขั้นตอนการเทคอนกรีตหยาบ (Lean Concrete) เพื่อเตรียมผิวสำหรับการวางเหล็กเสริม
412 การขุดหลุมฐานรากลึกกี่เมตร? (ขึ้นอยู่กับชนิดของฐานราก โดยทั่วไปฐานรากแผ่ (มักพบในพื้นที่ภาคเหนือหรืออีสานที่มีชั้นดินแข็ง) จะขุดลงไปถึงระดับชั้นดินดาน (Hardpan) การขุดหลุมเพื่อทำฐานรากนั้น ระดับความลึกที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับชนิดของฐานรากและสภาพชั้นดินในพื้นที่นั้นๆ โดยมีรายละเอียดและเกณฑ์ข้อกำหนดตามมาตรฐานวิศวกรรมและกฎหมายดังนี้ครับ ฐานรากแผ่ (Shallow Foundation) สำหรับพื้นที่ที่มีชั้นดินแข็งรับน้ำหนักได้ดีในระดับตื้น (เช่น พื้นที่ในภาคเหนือหรือภาคอีสาน) มักใช้ฐานรากประเภทนี้ โดยมีความลึกในการขุดดังนี้: ข้อกำหนดตามกฎหมาย: ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2566 กำหนดให้ฐานรากแผ่ต้องมีความหนาไม่น้อยกว่า 0.20 เมตร และต้องมีระดับความลึกที่ฝังในดินจากระดับผิวดินถึงระดับต่ำสุดของฐานรากไม่น้อยกว่า 1 เมตร (ยกเว้นกรณีที่วางอยู่บนชั้นหิน) ความลึกทั่วไปทางวิศวกรรม: มักขุดลึกลงไปจนถึงชั้นดินเดิมที่แข็งแรงหรือชั้นดินดาน (Hardpan) ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ที่ระดับประมาณ 1.00 – 1.50 เมตร หรือไม่เกิน 3 เมตรจากผิวดินเดิม เพื่อป้องกันผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพดินที่ผิวดินและความชื้น ฐานรากเสาเข็ม (Deep Foundation) ในกรณีที่เป็นพื้นที่ดินอ่อน เช่น กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งดินชั้นบนรับน้ำหนักไม่ไหว จำเป็นต้องใช้เสาเข็มเพื่อถ่ายน้ำหนักลงสู่ชั้นดินที่ลึกกว่า: ความลึกของการขุดหลุม (ฟุตติ้ง): การขุดเพื่อทำฐานรากเสาเข็ม (Pile Cap) […]
416 กฏหมายระบุไว้หรือไม่ว่าต้องขุดลึกเท่าไหร่? (ตามกฏกระทรวงฉบับที่กำหนดฐานรากอาคาร พ.ศ. 2566 ระบุให้ฐานรากแผ่ต้องฝังลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตรจากระดับผิวดิน (ยกเว้นวางบนชั้นหิน)) กฎหมายระบุไว้อย่างชัดเจนครับ สำหรับการก่อสร้างฐานรากอาคาร โดยมีการกำหนดความลึกขั้นต่ำเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของโครงสร้าง ดังนี้ครับ ข้อกำหนดตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2566 ตาม กฎกระทรวง กำหนดฐานรากของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคาร พ.ศ. 2566 (ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 เป็นต้นไป) ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับความลึกของฐานรากแผ่ไว้ใน ข้อ 11 ดังนี้: ระดับความลึกขั้นต่ำ: ฐานรากแผ่ต้องมีระดับความลึกที่ฝังในดิน โดยวัดจากระดับผิวดินถึงระดับต่ำสุดของฐานราก ไม่น้อยกว่า 1 เมตร ความหนาของฐานราก: ฐานรากแผ่ต้องมีความหนา ไม่น้อยกว่า 0.20 เมตร ข้อยกเว้น: ข้อกำหนดเรื่องความลึก 1 เมตรนี้ ไม่บังคับใช้กับฐานรากแผ่ที่วางอยู่บนชั้นหิน เหตุผลทางวิศวกรรมที่ต้องฝังลึก การที่กฎหมายและมาตรฐานวิศวกรรมกำหนดให้ต้องฝังฐานรากลึกลงไปในดิน มีวัตถุประสงค์สำคัญหลายประการ: ป้องกันการกัดเซาะ: เพื่อไม่ให้สภาพความไม่แน่นอนของระดับผิวดิน เช่น น้ำฝนหรือน้ำท่วม กัดเซาะดินใต้ฐานรากจนทำให้ฐานรากทรุด หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงปริมาตรดิน: […]
411 ตอกเสาเข็ม จังหวัดเชียงใหม่ ต้องตอกลึกกี่เมตรถึงชั้นดินแข็ง? สำหรับการตอกเสาเข็มในพื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้ถึงชั้นดินแข็ง (End Bearing) โดยทั่วไปจะมีความลึกอยู่ที่ประมาณ 8 – 20 เมตร ทั้งนี้ระดับความลึกที่แน่นอนจะแตกต่างกันไปตามสภาพภูมิประเทศเฉพาะจุด ดังนี้ครับ: พื้นที่ราบลุ่ม / ท้องคุ้งน้ำ / ที่นาเก่า: เป็นโซนที่ชั้นดินค่อนข้างอ่อนและทรุดตัวได้ง่าย จำเป็นต้องตอกเสาเข็มลึกประมาณ 10 – 20 เมตร เพื่อให้ถึงชั้นดินดาน (Hard Strata) พื้นที่ราบทั่วไป / ในเขตตัวเมือง: ชั้นดินมักจะรับน้ำหนักได้ปานกลาง ระดับความลึกของชั้นดินแข็งจะอยู่ที่ประมาณ 8 – 12 เมตร พื้นที่เชิงดอย / ดินลูกรัง / ดินแข็ง: ในบริเวณนี้ดินจะมีความแน่นสูงมาก (Dense Soil) ซึ่งในบางกรณีวิศวกรอาจพิจารณาให้ใช้ ฐานรากแผ่ โดยไม่จำเป็นต้องตอกเสาเข็มเลยก็ได้ เนื่องจากชั้นดินแข็งอยู่ตื้น งานต่อเติม / พื้นที่จำกัด: หากเลือกใช้ […]










