การเกิดสนิมของเหล็กเสริมในโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นปัญหาสำคัญที่ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งรอยแตกร้าว คราบน้ำสนิม การหลุดร่อนของคอนกรีต รวมไปถึงการพังทลายของโครงสร้าง ความเสียหายที่มักพบเนื่องจากสาเหตุการเกิดสนิมได้แก่ คราบน้ำสนิมบนผิวคอนกรีต รอยแตกร้าวเนื่องจากการขยายตัวของสนิมเหล็ก การระเบิดออกของผิวคอนกรีต ซึ่งหากไม่มีการซ่อมแซมโครงสร้างดังกล่าวอย่างถูกต้องเหมาะสม อาจนำไปสู่การพังทลายของโครงสร้างได้ การซ่อมแซมการเกิดสนิมอีกวิธีวิธีที่ได้รับการนิยมเป็นอย่างสูง ได้แก่ การใช้สารยับยั้งการเกิดสนิม ซึ่งมีความสะดวกในการดำเนินการ และอาจใช้ควบคู่ไปกับวิธีการป้องกันและซ่อมแซมอื่นๆ ได้ เพื่อให้ระบบการป้องกันและซ่อมแซมมีความประสิทธิภาพ และมีความคงทนมากยิ่งขึ้น สารยับยั้งการเกิดสนิม (Corrosion Inhibitor) เป็นสารผสมเพิ่มในคอนกรีต หรือสารทาผิวคอนกรีตประเภทหนึ่งที่สามารถลดอัตราการเกิดสนิม หรือแม้กระทั่งสามารถยับยั้งการเกิดสนิมของเหล็กเสริมในโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ซึ่งสารผสมเพิ่มประเภทนี้มีคุณสมบัติพิเศษ ได้แก่ เพิ่มความต้านทานต่อการถูกท าลายเนื่องจากคลอไรด์ไอออน หรือคาร์บอเนชั่นของพาสซิพฟิล์ม ซึ่งเป็นชั้นฟิล์มที่ป้องกันการเกิดสนิมของเหล็กเสริม สร้างชั้นฟิล์มพิเศษป้องกันเหล็กเสริมจากการเกิดสนิม ยับยั้งการซึมผ่านของคลอไรด์อิออน หรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพิ่มความสามารถในการยึดจับคลอไรด์ของคอนกรีต ลดปริมาณก๊าซออกซิเจนที่ละลายอยู่ในสารละลายภายในช่องว่างของคอนกรีต ยับยั้งการซึมผ่านของก๊าซออกซิเจนผ่านช่องว่างภายในคอนกรีต สารยับยั้งการเกิดสนิม ณ ปัจจุบันให้เลือกมากมายหลายชนิดในตลาด ผู้ใช้งานควรมีความเข้าใจถึงชนิด และประเภทของผลิตภัณฑ์ และผลกระทบที่จะมีต่อระยะเวลาการเกิดสนิม อัตราการเกิดสนิมทั้งในระยะสั้น และระยะยาว รวมทั้งผลที่อาจจะมีต่อคุณสมบัติอื่นๆ ของคอนกรีต หากผู้ใช้งานสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ได้เหมาะสมต่อลักษณะการใช้งาน และสภาพแวดล้อมของโครงสร้าง จะก่อให้เกิดความสะดวก และความคงทนในการป้องกันและซ่อมแซมโครงสร้างได้ ที่มา – บทความเรื่องสารยับยั้งการเกิดสนิมของเหล็กเสริม แต่งโดย ดร.ภัควัฒน์ แสนเจริญ
ปัญหาการเกิดสนิมในเหล็กเสริมคอนกรีต เป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของอาคาร โดยเฉพาะอาคารที่ถูกสร้างมานานหลายปี ปัญหาที่เกิดจากการเกิดสนิมในเหล็กเสริมจะทำให้พื้นที่หน้าตัดของเหล็กลดลงและคอนกรีตหุ้มเหล็กเสริมเกิดรอยแตกร้าวหลุดร่อนออกไป ทำให้สูญเสียความสามารถในการรับแรง อาคารเก่าแก่ที่มีอายุการใช้งานมานาน เมื่อเกิดปัญหาการเกิดสนิมในเหล็กเสริมคอนกรีตที่รุนแรง จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของอาคารและเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยต่อผู้ใช้อาคาร กลไกการเกิดสนิมเหล็ก การเกิดสนิมเหล็กเป็นผลจากการทำปฏิกิริยาเคมีของเหล็ก เป็นปฏิกิริยาเคมีไฟฟ้า (electronchemical) ของเหล็กกับสารประกอบที่ปะปนในสิ่งแวดล้อมที่สัมผัสกับเหล็กนั้นๆ กระบวนการเกิดสนิมเหล็กโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดสนิมในเหล็กที่มีวัสดุอื่นมาปกคลุมผิว เช่น โครงเหล็กของอาคารที่ผิวทาสีกันสนิมหรือในเหล็กเสริมคอนกรีต จะมีกระบวนการเกิดสนิมที่ซับซ้อน ค่อยเป็นค่อยไป การเกิดสนิมเหล็ก สนิมเหล็กจะเกิดจากกระบวนการทำปฏิกิริยาเคมีไฟฟ้าของเหล็กกับความชื้นและออกซิเจนในอากาศ เมื่อเหล็กสัมผัสกับความชื้นและออกซิเจนในอากาศ ผิวเหล็กก็จะเกิดสนิมและเกิดขั้วของเซลไฟฟ้าขึ้น 2 ขั้ว คือ ขั้วบวก กับขั้วลบ เมื่อผิวเหล็กสัมผัสกับความชื้นและออกซิเจนในอากาศซึมเข้าไปทำปฏิกิริยาเคมีกับน้ำซึ่งเป็นสารละลายที่เป็นกลาง ทำให้เกิดสนิมเหล็กและทำให้เนื้อเหล็กแตกหลุดร่อนออกมาเป็นหลุมบนผิว การเกิดสนิมในเหล็กเสริมคอนกรีต ในโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กโดยทั่วไป การเกิดสนิมของเหล็กเสริมจะมีปฏิกิริยาเคมี จะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ ถ้าเกิดขึ้นบนผิวเหล็กในบริเวณเดียวกันจะทำให้เกิดสนิมแบบสม่ำเสมอ เรียกว่า Microcell แต่ถ้าเกิดคนละจุดแยกจากกันโดยมีตัวนำไฟฟ้าเชื่อมต่อระหว่างจุดทั้งสอง จะทำให้เกิดสนิมแบบเฉพาะจุด เรียกว่า Macrocell ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดสนิมคือ ความชื้นและออกซิเจน ซึ่งต้องมีการซึมผ่านคอนกรีตเข้าไปจึงจะสามารถทำปฏิกิริยากับเหล็กได้ ดังนั้นคอนกรีตแต่ละประเภทที่ความหนาแน่นต่างกันก็จะมีรูพรุนของคอนกรีตต่างกันไปด้วย อย่างเช่นเสาเข็มแบบสปันไมโครไพล์ ที่มีกำลังสูงก็จะมีรูพรุนของเนื้อคอนกรีตน้อย ทำให้อัตราการเกิดสนิมในเหล็กเสริมข้างในน้อยตามไปด้วย เมื่อเหล็กเสริมคอนกรีตได้เริ่มเกิดสนิมขึ้นแล้ว ก็จะมีการพัฒนาเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ โครงสร้างของอาคารจะถูกทำลายในรูปของการสูญเสียกำลังจากขนาดของหน้าตัดของเหล็กเสริมลดลง การสูญเสียแรงยึดเหนี่ยวระหว่างเหล็กเสริมกับคอนกรีต […]
ระยะคอนกรีตหุ้มผิวเหล็กหรือระยะหุ้มของคอนกรีต (Concrete Covering) ก็คือระยะของคอนกรีตที่ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เหล็กเสริมสัมผัสกับน้ำหรืออากาศโดยตรงเพื่อทำหน้าที่ป้องกันการกัดกร่อนของสารเคมี หรือป้องกันไม่ให้เหล็กเสริมทำปฏิกิริยากันเหล็กเสริมจนทำให้เกิดสนิมขุม และทำให้โครงสร้างสูญเสียความสามารถในการรับกำลังในที่สุด ทั้งนี้การวัดความหนาของระยะคอนกรีตหุ้มผิวเหล็กหรือระยะหุ้มของคอนกรีต ให้วัดจากผิวด้านนอกของคอนกรีตลึกเข้าไปจนถึงผิวด้านนอกของเหล็กปลอก (ในกรณีที่ไม่มีเหล็กปลอกก็ให้วัดถึงผิวของเหล็กเสริมเส้นนอกสุด) สำหรับระยะห่างระหว่างเหล็กเสริมนั้น ACI กำหนดให้ระยะช่องว่างน้อยที่สุดระหว่างเหล็กเสริมเท่ากับค่าที่มากกว่าของเส้นผ่าศูนย์กลางเหล็กเสริม DB, 2.5 ซ.ม. และ 1.33 เท่าของขนาดมวลรวมโตสุด โดยเหล็กนอนในคานทั้งหมดจะถูกห่อหุ้มโดยเหล็กปลอก ระยะหุ้มคอนกรีตต่ำสุดที่ ACI กำหนดไว้ ดังนี้ คอนกรีตหล่ออยู่บนหรือในพื้นดินถาวร ระยะหุ้มคอนกรีตน้อยที่สุด 7.5 ซม. คอนกรีตหล่อบนพื้นดินหรือสภาพอากาศภายนอก : เหล็กเสริม DB20 และใหญ่กว่า ระยะหุ้มคอนกรีตน้อยที่สุด 5 ซม. เหล็กเสริม DB16 และน้อยกว่า ระยะหุ้มคอนกรีตน้อยที่สุด 4 ซม. คอนกรีตไม่สัมผัสพื้นดินหรือสภาพอากาศภายนอก : พื้น, ผนัง, คานย่อย ระยะหุ้มคอนกรีตน้อยที่สุด 2 ซม. คาน, เสา ระยะหุ้มคอนกรีตน้อยที่สุด 4 ซม. เครดิต – […]
พื้นคอนกรีตเสริมเหล็กที่ใช้ในการก่อสร้างบ้านพักอาศัยที่นิยมกันทั่วไปมี 2 ชนิด ด้วยกัน คือ พื้นสำเร็จวางบนคานและพื้นชนิดวางบนดิน การก่อสร้างพื้นทั้ง 2 ชนิดนี้มีขั้นตอนไม่ซับซ้อนมากนัก พื้นสำเร็จวางบนคาน (Slap on Beam) พื้นชนิดนี้จะถ่ายน้ำหนักลงสูงโครงสร้างอาคารในแนวเดียวลงสู่คานที่ได้ออกแบบไว้สำหรับรับน้ำหนักจากแผ่นพื้น แผ่นพื้นชนิดนี้โดยปกติจะมีความยาว 2 – 5 เมตร และมีความกว้าง 30 เซนติเมตร ในขั้นตอนการก่อสร้างจะนำแผ่นพื้นชนิดนี้มาวางบนคาน หลังจากนั้นจะเทคอนกรีตทับด้านบนของแผ่นพื้นโดยมีความหนาประมาณ 5 เซนติเมตร ในช่วงการก่อสร้างจำเป็นต้องติดตั้งนั่งร้านชั่วคราวสำหรับรองรับน้ำหนักก่อนที่แผ่นพื้นจะสามารถรับน้ำหนักได้เอง พื้นชนิดวางบนดิน (Slap on Ground) การก่อสร้างบานพักอาศัยที่มี 2 ชั้น ในกรณีที่พื้นล่างอยู่ในระดับพื้นดิน สามารถเลือกก่อสร้างพื้นล่างด้วยการใช้พื้นชนิดนี้ได้ แต่อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องมีคานคอดินสำหรับป้องกันการเคลื่อนตัวของดินในด้านข้าง และมีการบดอัดดินที่ถมเให้มีความหนาแน่นเพียงพอ หากพื้นที่ก่อสร้างอยู่ในสภาพดินอ่อนหรือมีการทรุดตัวของดินในบริเวณข้างเคียง ไม่ควรจะใช้พื้นชนิดนี้เพราะจะมีผลเสียต่อโครงสร้างของพื้นในระยะยาวได้ พื้นชนิดนี้จำเป็นต้องมีเหล็กเส้นสำหรับเสริมคอนกรีตด้วยเพื่อป้องกันการแตกร้าวในภายหลัง
ในวงการก่อสร้างช่วงหลังมานี้ นิยมนำอิฐมวลเบามาใช้ในงานก่อสร้างกันมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีราคาสูงกว่าอิฐแบบทั่วไป แต่เนื่องจากว่าเป็นวัสดุที่มีน้ำหนักเบาจึงช่วยในเรื่องการลดน้ำหนักของโครงสร้างอาคารได้ ลดความร้อน และทนต่อไฟไหม้ได้มากกว่า ทั้งยังช่วยให้ทำงานก่อสร้างได้ง่ายขึ้น และช่วยประหยัดเวลาในทำงานอีกด้วย การออกแบบบ้านหรือว่าคอนโดส่วนใหญ่จะเน้นแบบโมเดิร์น ซึ่งนิยมติดตั้งอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ เป็นแบบเจาะติดผนังเลย เช่น การติดตั้งโทรทัศน์แบบแขวนติดผนัง การติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ทำชั้นวางหนังสือแบบยึดติดผนัง หลายคนอาจจะสงสัยว่าผนังบ้านที่ใช้อิฐมวลเบาจะสามารถแขวนของที่มีน้ำหนักมากขนาดนี้ได้ไหม ในบล็อกนี้จึงขอเอาข้อมูลมาให้ทุกคนได้อ่านกัน โดยทั่วไปหากเราเลือกที่ได้มาตรฐานมาใช้ในการสร้างบ้าน ผนังที่สร้างจากอิฐมวลเบาก็จะสามารถรองรับน้ำของสิ่งของพวกนี้ได้หมดครับ แต่มีเคล็ดลับอยู่ที่การเจาะติดตั้ง และการเลือกพุกที่นำมาใช้ยึด ควรใช้พุกที่ออกแบบมาสำหรับอิฐมวลเบาโดยเฉพาะ และตอนเจาะต้องใช้ดอกสว่านที่มีขนาดพอดีกับพุกที่เลือกใช้ พุกอิฐมวลเบา (Lightweight Concrete Anchors) เป็นพุกที่ออกแบบมาเฉพาะในการใช้ฝังยึดในผนังคอนกรีตมวลเบา เนื่องด้วยคอนกรีตมวลเบามีเนื้อพรุนและมีฟองอากาศ นอกจากนั้นเนื้อผนังคอนกรีตมวลเบายังมีความแข็งแกร่งน้อยกว่าผนังคอนกรีตทั่วไป ดังนั้นหากต้องการเจาะผนังเพื่อแขวนสิ่งของที่มีน้ำหนักเยอะก็ควรเลือกใช้พุกให้ถูกประเภทด้วย พุกโลหะ ที่ใช้สำหรับอิฐมวลเบา คอมเพรสเซอร์แอร์ การติดตั้งราวผ้าม่านที่มีน้ำหนักไม่เยอะ ก็สามารถจะใช้พุกพลาสติกธรรมดาได้
ฐานราก (Footing) ทำหน้าที่รับน้ำหนักจากโครงสร้างทั้งหมดแล้วถ่ายน้ำหนักลงสู่เสาเข็มหรือดินโดยตรง คุณสมบัติของดินที่รองรับฐานรากควรมีความสามารถรองรับน้ำหนักบรรทุกได้โดยไม่เกิดการเคลื่อนตัวหรือพังทลายของดินใต้ฐานรากและต้องไม่เกิดการทรุดตัวลงมากจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่โครงสร้าง ฐานราก ถูกแบ่งออกตามลักษณะได้ 2 ชนิด คือ ฐานรากตื้น (Shallow Foundation) หรือแบบไม่มีเสาเข็มรองรับ หมายถึงฐานรากซึ่งลึกจากระดับผิวดินน้อยกว่า หรือเท่ากับด้านที่สั้นที่สุดของฐานราก โดยฐานรากวางอยู่บนชั้นดินโดยตรง และไม่มีการตอกเสาเข็มเพื่อรองรับฐานราก เหมาะกับสภาพพื้นดินท่ีมีความสามารถแบกรับน้ำหนักบรรทุกได้สูง และกับสภาพพื้นดินท่ีตอกเสาเข็มไม่ลงหรืออย่างยากลำบาก เช่น พื้นที่ดินลูกรัง พื้นที่ภูเขาทะเลทราย ฐานรากลึก (Deep Foundation) หรือแบบมีเสาเข็มรองรับ หมายถึงฐานรากที่ถ่ายน้ำหนักโครงสร้างลงสู่ดินด้วยเสาเข็ม เนื่องจากชั้นดินที่รับน้ำหนักปลอดภัยอยู่ในระดับลึก เหมาะกับการก่อสร้างบนดินอ่อน มีการออกแบบฐานรากให้มีขนาดเสาเข็มและความลึกให้มีลักษณะ แตกต่างกันเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับน้ำหนัก และความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ปัจจัยที่มีผลต่อความมั่นคงของฐานราก ความแข็งแรงของตัวฐานรากเองซึ่งหมายถึงโครงสร้างส่วนที่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ความสามารถในการแบกรับน้ำหนักของดินใต้ฐานราก การทรุดตัวของดินใต้ฐานราก ควรเกิดขึ้นได้น้อย และใกล้เคียงกันทุกฐานราก ประเภทของฐานราก ทั้งฐานรากชนิดตื้นและชนิดลึก มีลักษณะของการก่อสร้างและความสามารถในการรับน้ำหนักที่แตกต่างกัน แบ่งได้ดังนี้ ฐานแผ่เดี่ยว (Spread Footing) หมายถึงฐานรากที่รับน้ำหนักจากเสาอาคาร เพียงต้นเดียว แล้วถ่ายน้ำหนักลงสู่พื้นดิน ความหนาของตัวฐานต้องสามารถต้านทานโมเมนต์ดัดและแรงเฉือนได้อย่างเพียงพอ และสามารถป้องกันการกัดกร่อนตัวเหล็กเสริมเนื่องจากความชื้น ในบางกรณีที่เสาอาคารไม่วางอยู่บนศูนย์กลางฐานราก เช่นอยู่ติดเขตที่ดินอาจถูกออกแบบให้เสาวางอยู่ด้านใดด้านหนึ่งของฐานราก เราเรียกว่าฐานรากแบบนี้ว่า ฐานรากตีนเป็ด ฐานต่อเนื่องรับกำแพง (Continuous Footing) หมายถึงฐานรากที่ทำหน้าที่รองรับน้ำหนักจากผนังก่ออิฐ หรือผนังคอนกรีตเสริมเหล็กของอาคารหลายๆ […]
คอนกรีตผสมเสร็จ (Ready-Mix Concrete) เป็นคอนกรีตที่ผสมเสร็จเรียบร้อยจากโรงงาน แต่การขนส่งคอนกรีตผสมเสร็จมีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา ซึ่งจะต้องส่งให้ถึงสถานที่ก่อสร้างภายในระยะเวลาที่กำหนด หากส่งล่าช้าจะมีผลกระทบต่อคุณภาพของคอนกรีตผสมเสร็จ หรืออาจจะถึงขั้นไม่สามารถนำคอนกรีตผสมเสร็จนั้นมาใช้งานได้ คอนกรีตผสมเสร็จจะมีอายุประมาณ 2 ชั่วโมงนับตั้งแต่ผลิตเสร็จ ก็จะเริ่มทำการเซ็ตตัว โดยปกติแล้วจะต้องเร่งเทคอนกรีตให้ทันภายในเวลา 2 ชั่วโมง เนื่องจากว่าถ้าช้ากว่านี้ปูนก็จะเริ่มติดในรถโม่ ดังนั้นก่อนจะสั่งซื้อคอนกรีตผสมเสร็จเพื่อมาใช้ในงานก่อสร้าง ควรตรวจสอบระยะทาง และระยะเวลาในการเดินทางให้ดี รวมไปถึงควรเตรียมพื้นที่หน้างานและคนงานให้พร้อม ไม่เช่นนั้นแล้วยังไม่ทันจะเท คอนกรีตอาจแข็งตัวคาโม่รถปูนได้ ปล. นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมรถปูนที่เห็นกันบนท้องถนนถึงต้องขับกันเร็วมาก เพราะต้องวิ่งแข่งกับเวลาเนื่องจากคอนกรีตที่อยู่ภายในโม่รถปูนนั้นมีอายุได้ไม่นานนั่นเอง
คอนกรีตผสมเสร็จ (Ready-Mix Concrete) เป็นคอนกรีตที่ผสมเสร็จเรียบร้อยจากโรงงานแล้วลำเลียงใส่รถเพื่อจัดส่งให้กับหน่วยงานก่อสร้างต่างๆ แต่การขนส่งคอนกรีตผสมเสร็จมีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา ซึ่งจะต้องส่งให้ถึงสถานที่ก่อสร้างภายในระยะเวลาที่กำหนด หากส่งล่าช้าจะมีผลกระทบต่อคุณภาพของคอนกรีตผสมเสร็จ หรืออาจจะถึงขั้นไม่สามารถนำคอนกรีตผสมเสร็จนั้นมาใช้งานได้ คอนกรีตผสมเสร็จจะมีอายุประมาณ 2 ชั่วโมงนับตั้งแต่ผลิต ก็จะเริ่มทำการเซ็ตตัว โดยปกติแพล้นท์คอนกรีตจะไม่ยอมให้การเทคอนกรีตล่าช้ากว่า 2 ชั่วโมงอยู่แล้ว เนื่องจากว่าถ้าช้ากว่านี้ปูนก็จะเริ่มติดในรถโม่ อาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการแยกปูนออกมาอีกด้วย และจะทำให้เกิดปัญหาในเรื่องการขนส่งคอนกรีตผสมเสร็จไปให้กับลูกค้ารายอื่นไม่ทันอีกด้วย การขนส่งคอนกรีตผสมเสร็จ จะต้องมีใบจ่ายสินค้าแนบมาด้วย เพื่อบอกรายละเอียดของคอนกรีตผสมนั้นๆ เช่น ประเภทของคอนกรีต กำลังอัดของคอนกรีต ค่ายุบตัวของกอนกรีต วันเวลาที่ผลิต เวลาที่รถโม่ออกจากโรงงาน และหากมีการเติมน้ำยาหน่วงการเซ็ตตัวของคอนกรีต ควรจะต้องระบุเอาไว้ด้วย การเทคอนกรีตควรเลือกเวลาที่อุณหภูมิของอากาศไม่ร้อนมาก ควรเทตอนเช้า หรือหากทำได้ก็เทตอนช่วงหัวค่ำ ซึ่งจะช่วยป้องกันคอนกรีตสูญเสียน้ำเร็วเกินไป โดยเฉพาะในช่วงเวลาครึ่งชั่วโมงแรกถึงหกชั่วโมงต่อมา และควรจะต้องทำการบ่มคอนกรีตด้วย
เมื่อเทคอนกรีตเสร็จแล้วคอนกรีตสามารถแข็งตัวได้เองแต่ยังไม่เพียงพอต่อการใช้งาน แต่ถ้าต้องการให้คอนกรีตมีคุณภาพท่ีดี มีความแข็งแรงทนทานและใช้งานได้นานต้องทำการบ่มคอนกรีตเสียก่อน ซึ่งเมื่อผสมคอนกรีตต้องใช้น้ำในการผสม จะทำให้เกิดปฏิกิริยากับปูนซีเมนต์ เรียกว่าปฏิกิริยาไฮเดรชันทำให้คอนกรีตแข็งตัวและรับกำลังได้ ปกติแล้วคอนกรีตสามารถแข็งตัวได้ภายใน 5 – 6 ชั่วโมง ภายหลังจากการผสมน้ำ และมีกำลังเพิ่มข้ึนอย่างรวดเร็ว ซึ่งการเพิ่มกำลังของคอนกรีตไม่สามารถแยกได้ด้วยการดูจากตาเปล่า คือเราไม่สามารถบอกได้ว่าคอนกรีตที่เทพื้น กับคอนกรีตที่เทคาน ส่วนใดให้กำลังสูงกว่า การจะบอกว่าคอนกรีตส่วนไหนให้กำลังสูงกว่าต้องนำไปทดสอบโดยการกดให้แตก แล้ววัดว่าคอนกรีตดังกล่าวรับกำลังได้มากน้อยเพียงใด แม้ว่าคอนกรีตต้องการน้ำในส่วนผสมเพื่อทำปฏิกิริยากับปูนซีเมนต์ให้มากและสมบูรณ์ท่ีสุด แต่ถ้าใส่น้ำในส่วนผสมมากเกินไปจะทำให้มีน้ำส่วนเกินจากการทำปฏิกิริยา และเมื่อน้ำดังกล่าวระเหยออกจากตัวคอนกรีตจะทำให้เกิดช่องว่างภายในข้ึน ส่งผลให้การรับกำลังลดลง ดังนั้นจึงต้องพยายามที่จะใส่น้ำในส่วนผสมให้พอเพียงกับการทำปฏิกิริยาของปูนซีเมนตเ์ท่านั้น การไม่บ่มคอนกรีตมีข้อเสียมากมายและเป็นอันตรายต่อคอนกรีต คอนกรีตท่ีไม่บ่ม นอกจากทำให้มีกำลังอัดท่ีต่ำกว่าแล้วยังทำให้สารเคมีหรือสารอันตรายต่างๆ ซึมเข้าสู่เน้ือคอนกรีตง่ายข้ึน ทำใหเ้หล็กเสริมเป็นสนิมได้ง่าย และคอนกรีตแตกร้าวเสียหายในที่สุด คอนกรีตที่ขาดการบ่มหรือบ่มไม่เต็มที่พบว่ามีการ สึกกร่อนเนื่องจากการขัดสี เช่น จากล้อรถยนต์สูงกว่าคอนกรีตที่บ่ม เพราะการต้านทานการสึกกร่อนของคอนกรีตจะข้ึนกับกำลังอัดของคอนกรีตเป็นหลัก การบ่มทำให้ปฏิกิริยาไฮเดรชันของปูนซีเมนต์เกิดข้ึนได้ต่อเนื่อง โครงสร้างของเน้ือซีเมนต์จะแน่นข้ึนและคอนกรีตจะมีความแข็งแรง ซึ่งมีอยู่ 2 วิธี ดังนี้ การบ่มเปียกตลอดเวลา โดยให้คอนกรีตเปียกชื้นตลอดเวลา เช่น แช่ในน้ำ เอาน้ำราดบนคอนกรีตอย่างต่อเนื่อง จะทำให้กำลังอัดของคอนกรีตมีค่าสูงสุด การบ่มในอากาศ โดยการเทคอนกรีตเสร็จแล้วปล่อยทิ้งไว้ในอากาศโดยไม่ต้องทำอะไร ทำให้การเพิ่มกำลังอัดของคอนกรีตเป็นไปอย่างช้าและมีค่าต่ำกว่ากรณีท่ีบ่มเปียกมาก ระยะเวลาของการบ่มคอนกรีตในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีอากาศร้อนคือ สำหรับคอนกรีตที่ใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทท่ี 1 ให้มีการบ่มอย่างน้อย […]
คอนกรีตเสริมเหล็ก (Reinforced Concrete) คือ คอนกรีตที่มีการเพิ่มสมรรถภาพการรับน้ำหนัก โดยการนำเหล็กเข้ามาเพื่อช่วยเพิ่มความสามารถที่ขาดไปของคอนกรีต โดยเฉพาะในเรื่องความเปราะและการรับแรงดึง กลไกสำคัญที่ทำให้เกิดกำลังคือ คอนกรีตรับแรงอัดและเหล็กเสริมรับแรงดึง เนื่องจากคอนกรีตมีความแข็งแรงในการรับแรงอัดได้ดีแต่มีความอ่อนแอในการรับแรงดึง ดังนั้นเมื่อรับน้ำหนักจะเกิดการแตกร้าวจากการหดตัวและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ซึ่งทำให้เกิดหน่วยแรงดึงเกินกว่าที่คอนกรีตจะรับได้ ในคานคอนกรีตโมเมนต์ดัดที่เกิดขึนบนหน้าตัดจะถูกต้านทานโดยคู่ควบแรงอัด-แรงดึงในคอนกรีต คานดังกล่าวจะวิบัติอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดรอยร้าวครั้งแรก ในคานคอนกรีตเสริมเหล็ก เหล็กเส้นจะถูกเสริมเข้าไปในคอนกรีตเพื่อรับแรงดึงทำหน้าท่ีแทนคอนกรีตหลังเกิดการแตกร้าว เพื่อทำหน้าท่ีเป็นแรงคู่ควบร่วมกับแรงอัดในคอนกรีตในการต้านทานโมเมนต์ดัดท่ีเกิดจากน้ำหนักบรรทุก เหล็กและคอนกรีตท้างานร่วมกันอย่างดีเนื่องมาจากเหตุผลหลายประการ คือ แรงยึดเหนี่ยวระหว่างเหล็กและคอนกรีตมีเพียงพอที่จะไม่ทำให้เกิดการเลื่อนไถลของเหล็กเสริม ส่วนผสมคอนกรีตที่พอเหมาะจะช่วยป้องกันไม่ให้น้ำซึมผ่านมาทำให้เกิดการกัดกร่อนในเหล็กเสริม อัตราการขยายตัวเนื่องจากอุณหภูมิท่ีใกล้กันของเหล็กและคอนกรีตทำให้เกิดแรงน้อยมากระหว่างคอนกรีตและเหล็กภายใต้การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ










