สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่านครับ วันนี้ผมอยากที่จะขอมาให้ความรู้พื้ฐานสั้นๆ เกี่ยวกับวัสดุคอนกรีตนะครับ หากเพื่อนๆ อ่าน TEXT BOOK หรือเอกสารตำราของต่างประเทศหลายๆ ครั้งเราอาจพบได้ว่าเมื่อทำดารอ้างถึงค่ากำลังอัดประลัยของคอนกรีตที่อายุ 28 วัน มักจะใช้ CODE ระบุว่า C …X… / …Y… เพื่อนๆ สงสัยมั้ยครับว่า CODE นี้หมายถึงอะไรครับ ? คำตอบง่ายๆ เลยนะครับ คำว่า C ตัวหน้าหมายถึงกำลังอัดประลัยของคอนกรีตที่อายุ 28 วัน ค่า X หมายถึง ค่ากำลังที่อ้างอิงจาก ตย ทรงกระบอกมาตรฐานขนาด 150×300 มม ค่า Y หมายถึง ค่ากำลังที่อ้างอิงจาก ตย ทรงลูกบาศ์กมาตรฐานขนาด 150×150 มม ดู ตย จากในรูปนะครับ หากระบุว่าคอนกรีตที่ใช้นั้นมีชั้นคุณภาพใดจะระบุว่า C30/37 ซึ่งหมายถึง มีกำลังอัดประลัยที่อายุ 28 […]
สวัสดีครับเพื่อนๆ ที่รักทุกท่าน มาต่อจากเนื้อหาเมื่อวันก่อนที่ผมได้อธิบายไปถึงประเภทของแรงเค้นกันต่อนะครับ โดยหากจำแนกประเภทของแรงกระทำหลักๆ ที่กระทำต่อหน้าตัดของโครงสร้างจะพบว่าประกอบด้วย (1) NORMAL FORCE (N) (2) SHEAR FORCE (V) (3) BENDING FORCE (M) (4) TORSIONAL FORCE (T) (5) THERMAL CHANGE (Δt) เนื่องจาก นน บรรทุกประเภทข้างต้นจะทำให้เกิดผลตอบสนองในแง่ของแรงเค้นที่แตกต่างกันได้ แต่ เมื่อทำการจำแนกประเภทของผลตอบสนองในรูปแบบของแรงเค้นที่แตกต่างกันเหล่านี้แล้วก็จะพบว่ามีแรงเค้นเหลือเพียงแค่ 2 ประเภทเท่านั้นครับ คือ (1) แรงเค้นตามทิศที่ตั้งฉากกับหน้าตัด หรือ แรงเค้นตามแนวแกน (NORMAL STRESS) (2) แรงเค้นตามทิศที่ขนานกับหน้าตัด หรือ แรงเค้นเฉือน (SHEAR STRESS) วันนี้เราจะมาดูแรงที่ทำให้เกิดแรงเค้นตามทิศที่ตั้งฉากกับหน้าตัด หรือ แรงเค้นตามแนวแกน (NORMAL STRESS) กันก่อนนะครับ (ดูรูปที่แนบมานะครับ) จะพบว่าไม่ว่าจะเป็นแรงตามแนวแกน แรงโมเมนต์ดัดรอบแกน หรือ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิก็แล้วแต่ […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน ต่อไปนี้วิชา ENERGY METHODS IN APPLIED MECHANICS ที่ผมมีโอกาสได้เรียนในระดับ ป เอก เริ่มที่จะทวีความน่าสนใจมากขึ้นทุกทีแล้วครับ ดังนั้นต่อไปผมคงจะมีโอกาสได้นำเนื้อหาที่น่าสนใจในรายวิชานี้มาฝากเพื่อที่เพื่อนๆ จะได้เรียนรู้ไปกับผมด้วยนะครับ แต่ก่อนที่จะไปเรียนรู้ถึงเนื้อหาในระดับสูงข้างต้นวันนี้ผมคิดว่าจะขอมาทบทวนความรู้พื้นฐานในวิชา ENGINEERING MECHANICS ให้แก่เพื่อนๆ ก่อนนะครับ เมื่อโครงสร้างใดๆ ที่ประกอบขึ้นจากหน้าตัดของโครงสร้างใดๆ นั้นต้องรับภาระจาก นน บรรทุกประเภทต่างๆ จึงทำให้หน้าตัดเกิดความเค้นขึ้นจากแรงกระทำต่างๆ เหล่านั้น ความเค้น หรือ STRESS คำๆ นี้เราอาจเข้าใจได้ว่าคือผลตอบสนองในรูปแบบของแรงภายในที่เกิดขึ้นในหน้าตัดของโครงสร้างเนื่องจากแรงภายนอกต่างๆ ที่กระทำกับหน้าตัด หากเราจะสรุปประเภทแรงต่างๆ ที่ทำให้เกิดแรงเค้นได้จะประกอบไปด้วย (ดูรูปที่ 1) (1) แรงเค้นเนื่องจากแรงตามแนวแกน หรือ NORMAL STRESS ที่เกิดจาก NORMAL FORCE ในหน้าตัด (2) แรงเค้นเนื่องจากแรงเฉือน หรือ SHEAR STRESS ที่เกิดจาก SHEAR FORCE ในหน้าตัด (3) […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกท่าน แอดมินเชื่อว่าเพื่อนๆ คงจะรู้จักและคุ้นเคยกับคำว่า การเสียรูปของโครงสร้างแบบปกติ หรือ การที่โครงสร้างมีค่าการเสียรูปน้อยกันอยู่แล้วนะครับ ดังนั้นในวันนี้ผมจะขอมาให้ความรู้เกี่ยวกับคำว่า การเสียรูปของโครงสร้างแบบไม่ปกติ หรือ การที่โครงสร้างมีค่าการเสียรูปมากกันบ้างนะครับ (ดูรูปประกอบนะครับ) โดยปกติแล้วเมื่อเราทำการวิเคราะห์โครงสร้างกันโดยทั่วๆ ไปแล้วเราทำการวิเคราะห์หาค่าการเสียรูปของโครงสร้าง เราจะพบว่า ณ ค่าตำแหน่งของการเกิดการเสียรูปตามระนาบในแนวนอน (Xo) จะมีค่าใกล้เคียงกันกับระนาบตามแนวโค้ง (S) เมื่อคานเกิดการเสียรูปเนื่องจากการดัด ด้วยเหตุนี้เองจึงสามารถที่จะสรุปได้ว่าค่าการเสียรูปนั้นมีค่า น้อย มากหากเทียบกับตำแหน่งเดิมของตัวโครงสร้างเอง เราเรียกค่าการเสียรูปนี้ว่า การเสียรูปของโครงสร้างแบบปกติ หรือ การเสียรูปที่มีค่าน้อย (SMALL DISPLACEMENT) ดังนั้นหากเราทำการวิเคราะห์โครงสร้างแล้วพบว่า ณ ค่าตำแหน่งของการเกิดการเสียรูปตามระนาบในแนวนอน (Xo) จะมีค่าที่ค่อนข้างแตกต่างกันกับระนาบตามแนวโค้ง (S) เมื่อคานเกิดการเสียรูปเนื่องจากการดัด ด้วยเหตุนี้เองจึงสามารถที่จะสรุปได้ว่าค่าการเสียรูปนั้นมีค่า มาก หากเทียบกับตำแหน่งเดิมของตัวโครงสร้างเอง เราเรียกค่าการเสียรูปนี้ว่า การเสียรูปของโครงสร้างแบบไม่ปกติ หรือ การเสียรูปที่มีค่ามาก (LARGE DISPLACEMENT) ประการสำคัญอย่างหนึ่งที่เพื่อนๆ ควรทราบก็คือหากเราใช้ทฤษฎีการดัดของคานในการหาค่าการโก่งตัวที่ใช้กันตามทฤษฎีของการวิเคราะห์โครงสร้างโดยทั่วๆ ไปแล้ว คำตอบของค่าการโก่งตัวนี้ก็จะให้ค่าที่ไม่ถูกต้องด้วยครับ หากเพื่อนๆ ถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าค่าการเสียรูปที่เกิดขึ้นนั้นมีค่า น้อย หรือ มาก คำถามข้อนี้ตอบได้ยากมากครับ […]
สวัสดีแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่านครับ เมื่อวานนี้แอดมินได้เกริ่นให้เพื่อนๆ ฟังไปแล้วว่าเมื่อวิศวกรต้องการที่จะวิเคราะห์โครงสร้างด้วยโปรแกรมทาง FINITE ELEMENT วิศวกรผู้ใช้งานจำเป็นจะต้อง INPUT ข้อมูลอะไรลงไปในโปรแกรมบ้าง วันนี้ผมจึงอยากที่จะมาเล่าให้ฟังต่อว่าเมื่อวิเคราะห์โครงสร้างดังกล่าวเสร็จแล้ว ผลที่วิศวกรสามารถคาดหมายว่าจะเป็น OUTPUT หรือ RESULT ที่จะได้จากการวิเคราะห์โครงสร้างด้วยโปรแกรมทาง FEM นั้นจะประกอบไปด้วยอะไรบ้างนะครับ โดยเราสามารถที่จะจำแนกประเภทของผลการวิเคราะห์โครงสร้างออกได้เป็น 3 รูปแบบหลักๆ ดังต่อไปนี้ครับ (1) การเสียรูปของโครงสร้าง (2) แรงภายนอกและแรงภายในของโครงสร้าง (3) คุณสมบัติพิเศษอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการวิเคราะห์และออกแบบโครงสร้าง เช่น ผลจาก P-DELTA AFFECTS ค่า EIGENVALUE รูปแบบของ MODE SHAPES ค่า นน บรรทุกที่เป็น BUCKLING LOAD เป็นต้น สาเหตุที่จำแนกออกเป็น 3 ประเภทข้างต้นก็เพราะว่ากระบวนการทาง FEM นั้นจะสามารถแบ่งออกเป็น 2 วิธีการหลักๆ คือ (1) วิธี FLEXIBILITY METHOD […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน วันนี้แอดมินจะมาให้ความรู้เกี่ยวกับคำว่า “KERN POINT” แก่เพื่อนๆ นะครับ ในวงการวิศวกรรมโยธาเราอาจเคยได้ยินคำว่า KERN POINT จากหลายๆ แหล่ง เช่น งานวิศวกรรมฐานราก งานวิศวกรรมโครงสร้าง เป็นต้น วันนี้เราจะได้มาทำความคุ้นเคยกับคำๆ นี้กันให้มากยิ่งขึ้นนะครับ ผมขอสมมติหน้าตัดขึ้นมาหนึ่งหน้าตัดนะครับ หน้าตัดนี้มี พท หน้าตัดเท่ากับ Ag มีค่าโมเมนต์ความเฉื่อยเท่ากับ Ig ดังนั้นจะมีค่ารัศมีไจเรชั่นเท่ากับ r ขั้นตอนแรก หากเราทำการพิจารณาให้แรง P กระทำบนหน้าตัดนี้ โดยให้เยื้องศูนย์ขึ้นไปจากแกน NEUTRAL AXIS หรือขึ้นไปทางด้านบนเท่ากับ et ดังรูป จากแรง P ที่กระทำกับรูปนี้เราจะได้ STRESS DIAGRAM ออกมา 2 รูป รูปแรกก็เนื่องจากแรง P กระทำโดยตรงกับหน้าตัด รูปๆ นี้จะทำให้หน้าตัดเกิดหน่วยแรงอัดขึ้นตลอดทั้งหน้าตัด และ รูปที่ 2 คือแรง P […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน วันนี้ผมจะมาเล่าต่อให้จบถึงหัวข้อที่ผมได้ค้างเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวันก่อนนะครับ นั่นก็คือเรื่องประเภทหลักๆ ของโครงสร้างคอนกรีตที่มีการใช้งานกันในวงการวิศวกรรมโยธาของบ้านเรา โดยที่เราสามารถแบ่งประเภทของโครงสร้างคอนกรีตออกได้เป็นทั้งหมด 4 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ (1) โครงสร้างคอนกรีตล้วน (2) โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก (3) โครงสร้างคอนกรีตอัดแรง (4) โครงสร้างคอนกรีตหน้าตัดผสม (รูป A) (รูป B) (รูป C) (รูป D) โดยเมื่อวันก่อนผมได้อธิบายหัวข้อที่ (3) ไปแล้วและในวันนี้ผมจะขอจบการอธิบายในหัวข้อที่ (4) ซึ่งเป็นหัวข้อสุดท้ายกันนะครับ (4) โครงสร้างคอนกรีตหน้าตัดผสม หน้าตัดของโครงสร้างหน้าตัดผสมนี้จะคล้ายคลึงกับในหัวข้อที่ (2) ที่ผมเคยอธิบายไปก่อนหน้านี้นะครับ แตกต่างกันที่ในหัวข้อที่ (2) จะใช้เป็นวัสดุหลักๆ เพียงคอนกรีตและเหล็กเส้นเท่านั้น แต่ในหัวข้อนี้วัสดุหลักๆ ที่นำมาใช้ในการช่วยรับกำลังของหน้าตัดคอนกรีตจะไม่ใช่เหล็กเส้นเพียงอย่างเดียวแล้ว โดยวัสดุที่นำมาใช้ในการเสริมการรับกำลังนั้นอาจเป็นวัสดุที่หาได้ตามธรรมชาติไปจนถึงวัสดุที่ต้องผ่านกระบวนการผลิตและสังเคราะห์ออกมาก่อน เช่น ไม้ไผ่ พลาสติกไฟเบอร์ เหล็กแผ่นพื้น เหล็กรูปพรรณและเหล็กเส้น (ดูได้จากบรรดารูปตัวอย่าง A B C และ D ที่แนบมาด้วยนะครับ) […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน หลังจากหลายๆ วันที่ผ่านมาเราวนเวียนกันอยู่ในเรื่องความรู้เกี่ยวกับการออกแบบโครงสร้าง คสล กันไปหลายเรื่องแล้ว วันนี้แอดมินจะนำเกร็ดความรู้เกี่ยวกับเรื่องการออกแบบโครงสร้างเหล็กมาฝากเพื่อนๆ บ้างนะครับ เพื่อนๆ ที่เป็นวิศวกรหลายๆ ท่านคงจะทราบกันดีว่าในการออกแบบหน้าตัดเหล็กนั้น เราจะจำแนกหน้าตัดออกเป็น (1) หน้าตัดรับแรงดึง (2) หน้าตัดรับแรงอัด (3) หน้าตัดรับแรงดัด คำถามก็คือ หากหน้าตัดเกิดผสมผสานกันระหว่าง รับแรงดึงและแรงดัด กับ รับแรงอัดและแรงดัด พร้อมๆ กัน จะเกิดอะไรขึ้น ? ผมขอเริ่มต้นที่โครงสร้าง รับแรงดึงและแรงดัด ก่อนนะครับ เป็นที่ทราบกันดีว่าวัสดุที่เป็น เหล็ก จะมีความสามารถในการรับกำลังดึงและอัดได้ดี เมื่อรับแรงดึง ค่ากำลังจะใกล้เคียงกับกำลังครากที่ได้จากการทดสอบ เพียงแต่ว่า หากหน้าตัดต้องรับแรงอัด สิ่งที่เราต้องระมัดระวังก็ คือ เรื่องความชะลูดของหน้าตัด เพราะหน้าตัดของโครงสร้างเหล็กที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดมัักจะเป็นหน้าตัดที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก ทำให้คุณสมบัติต่างๆ ของหน้าตัดมีค่าน้อยตามไปด้วย เนื่องด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง เช่น ต้องการให้ นน ของโครงสร้างเองนั้นมีค่าน้อย ต้องการให้เกิดความประหยัด ต้องการที่จะใช้กำลังของวัสดุได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด เป็นต้น ดังนั้นเมื่อหน้าตัดต้อง รับแรงดึงและแรงดัด พร้อมๆ กันเราจึงไม่ค่อยพบปัญหาเท่าใดนักครับ เพราะ กำลังของหน้าตัดนั้นอาจลดลงไปบ้างเนื่องจากเกิดการรวมกัน […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่านครับ วันนี้แอดมินจะขอมาตอบคำถามเพื่อนวิศวกรออกแบบที่ถามผ่านทางอินบ็อกซ์ในเฟซบุ้คส่วนตัวของแอดมินว่า “ในกรณีที่เราทำการออกแบบคาน คสล เมื่อเหล็กเสริมแน่นจนเกินไปและจะตัดสินใจทำการการรวบเหล็ก (BUNDLED BARS) ในการออกแบบเหล็กเสริมชนิดนี้ เราควรตรวจสอบข้อกำหนดใดบ้าง ?” แอดมินขออนุญาตตอบโดยอิงไปที่เอกสารการสอนโครงสร้าง คสล ที่เขียนโดยท่าน อ ดร มงคล จิรวัชรเดช นะครับ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้เพื่อนๆ สามารถที่จะไปสืบค้นเพิ่มเติมในเนื้อหาและรายละเอียดได้ครับ (ดูรูปที่แนบมาในโพสต์นี้ประกอบนะครับ) ในการรวบเหล็ก (BUNDLE BAR) นั้นมีวิธีการในการออกแบบและทำงานดังต่อไปนี้ (1) ห้ามทำการรวบเหล็กเกิน 4 เส้น ต่อ 1 มัดของการรวบเหล็ก (2) เหล็กที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ที่เรายอมให้ทำการรวบเหล็กได้ก็คือ เหล็ก DB36mm (หากขนาดของเหล็กเสริมใหญ่กว่านั้นแนะนำว่าควรต้องเพิ่มขนาดของโครงสร้างให้ใหญ่ขึ้นจะดีกว่า) (3) การหยุดเหล็กที่ทำการรวบนี้จะหยุดที่ตำแหน่งเดียวกันไม่ได้ โดยต้องหยุดเหล็กให้มีระยะห่างกันอย่างน้อย 40 เท่า ของขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของเหล็กเสริม (4) สำหรับระยะการฝัง ให้ทำการคำนวณระยะการฝังของเหล็กเสริมเดี่ยว 1 เส้น จากนั้นให้เพิ่มค่าการฝังไปอีกร้อยละ 20 สำหรับการรวบเหล็กจำนวน 3 เส้น […]
สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่านครับ เนื่องจากมีน้องวิศวกรท่านหนึ่งหลังไมค์ถามแอดมินเกี่ยวกับเรื่อง การออกแบบฐานรากตื้น (SHALLOW FOUNDATION) ว่ามีหลักและวิธีในการออกแบบในะระดับที่ ADVANCE ขึ้นไปจากขั้นตอนปกติทั่วๆ ไปอย่างไรบ้าง แอดมินเห็นว่ามีประโยชน์เลยจะมาขออธิบายให้แก่เพื่อนๆ ได้รับฟังกันในเพจนี้ด้วยนะครับ ก่อนอื่นต้องขอเล่าให้ฟังก่อนนะครับว่าระบบฐานรากในโครงสร้างนั้นมีอยุ่ด้วยกันหลากหลายรูปแบบมาก โดยแต่ละรูปแบบนั้นจะมีทั้งข้อดี และ ข้อด้อย ของตัวเองขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ที่ใช้ อย่างไรก็ตามระบบฐานรากที่พบโดยทั่วไปจะจำแนกออกได้เป็น (A) ฐานรากตื้น (SHALLOW FOUNDATIONS) (B) ฐานรากเสาเข็ม (PILE FOUNDATIONS) โดยที่กำลังการรับน้ำหนักของฐานรากตื้นนั้นจะขึ้นอยู่กับกำลังแบกทานของดินใต้ฐานราก ในขณะที่กำลังรับน้ำหนักของเสาเข็มจะขึ้นอยู่กับกำลังเสียดทานผิวและแรกแบกทานที่ปลายเข็ม โดยในวันนี้แอดมินจะขอทำการอธิบายถึงเฉพาะขั้นตอนในการจำลองกำลังรับน้ำหนักของฐานรากตื้น (SHALLOW FOUNDATIONS) ที่รับน้ำหนักโดยดินโดยตรง โดยใช้แนวความคิด สปริงของดิน (SOIL SPRING) นั่นเองครับ ลักษณะการเคลื่อนตัวของ ฐาน (Footing) ในฐานรากตื้นภายใต้แรงกระทำใดๆ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 แบบ คือ (1) การเคลื่อนตัวในแนวดิ่ง (VERTICAL DISPLACEMENT) (2) การเคลื่อนตัวในแนวราบ (HORIZONTAL […]










