Category Archives: Academic

กฎหมายปี 2566 บังคับตรวจเสาเข็มบ้าน 3 ชั้นไหม?

559 กฎหมายปี 2566 บังคับตรวจเสาเข็มบ้าน 3 ชั้นไหม? สำหรับกฎกระทรวง “กำหนดฐานรากของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคาร พ.ศ. 2566″ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อช่วงต้นปี 2567 ที่ผ่านมา มีประเด็นที่เจ้าของอาคาร 3 ชั้นควรทราบเกี่ยวกับการตรวจสอบและสำรวจดินดังนี้ครับ กฎหมายปี 2566 กับการบังคับตรวจเสาเข็มและดิน ตามกฎกระทรวงฉบับนี้ ไม่ได้บังคับ ให้ “อาคารที่มีความสูง 3 ชั้น” ต้องจัดทำ “รายงานการสำรวจดินฐานราก” (Soil Boring Report) ประกอบรายการคำนวณครับ โดยกฎหมายกำหนดให้เฉพาะอาคารบางประเภทเท่านั้นที่ ต้องมี รายงานการสำรวจดินอย่างน้อย 3 จุด ได้แก่: อาคารสูง (23 เมตรขึ้นไป) หรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษ (พื้นที่ 10,000 ตร.ม. ขึ้นไป) อาคารขนาดใหญ่ที่มีความสูงตั้งแต่ 4 ชั้นขึ้นไป อาคารที่มีความสูงตั้งแต่ 4 ชั้นขึ้นไป ที่ก่อสร้างในโครงการจัดสรรที่ดิน อย่างไรก็ตาม แม้อาคาร 3 […]

ข้อดีของเสาเข็มสปันไมโครไพล์มาตรฐาน มอก. 397-2562 คืออะไร?

560 ข้อดีของเสาเข็มสปันไมโครไพล์มาตรฐาน มอก. 397-2562 คืออะไร? เสาเข็มสปันไมโครไพล์ที่ได้รับมาตรฐาน มอก. 397-2562 (เสาเข็มกลมแรงเหวี่ยง) มีข้อดีที่โดดเด่นเหนือกว่าเสาเข็มไมโครไพล์แบบหล่อทั่วไปหลายประการ ดังนี้ครับ: ความแข็งแกร่งสูงกว่าเสาเข็มทั่วไปถึง 10 เท่า: ด้วยกรรมวิธีการผลิตแบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง (Centrifugal Force) ที่หมุนด้วยความเร็วสูง ทำให้เนื้อคอนกรีตมีความหนาแน่นสูงมากและแข็งแกร่งกว่าเสาเข็มไมโครไพล์แบบหล่อในแบบทั่วไปถึง 10 เท่า แรงสั่นสะเทือนต่ำมาก: เนื่องจากเสาเข็มมีลักษณะกลมกลวงตรงกลาง รูกลวงนี้จะช่วยลดแรงดันดินในขณะตอก โดยดินจะแทรกตัวขึ้นมาทางรูกลวง ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนที่จะส่งผลกระทบต่อรากฐานอาคารเดิม หรืออาคารข้างเคียง และสามารถตอกชิดผนังบ้านหรือกระจกได้โดยไม่ทำให้โครงสร้างเดิมแตกร้าว รับน้ำหนักได้สูงและแน่นอน: แม้จะมีขนาดเล็กแต่สามารถตอกลึกได้ถึงชั้นดินแข็ง (BEDROCK) และสามารถรับน้ำหนักปลอดภัย (Safe Load) ได้ตั้งแต่ 20 ถึง 50 ตันต่อต้น (ขึ้นอยู่กับขนาดหน้าตัดและสภาพดิน) จึงรองรับอาคารได้ตั้งแต่ 1-5 ชั้น หน้างานสะอาดและสะดวกรวดเร็ว: การติดตั้งทำได้รวดเร็ว ไม่มีดินโคลนเลอะเทอะ และไม่จำเป็นต้องขนดินทิ้งเหมือนการทำเสาเข็มเจาะ ทำให้บริเวณหน้างานสะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เข้าทำงานในพื้นที่จำกัดได้ดีเยี่ยม: ใช้ปั้นจั่นขนาดกะทัดรัดที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ (สูงไม่เกิน 3 เมตร) ทำให้สามารถเข้าทำงานในพื้นที่แคบ พื้นที่ที่มีเพดานต่ำ […]

กฎหมายปี 2566 บังคับตรวจเสาเข็มบ้าน 2 ชั้นไหม?

558 กฎหมายปี 2566 บังคับตรวจเสาเข็มบ้าน 2 ชั้นไหม? กฎกระทรวง กำหนดฐานรากของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคาร พ.ศ. 2566 ไม่ได้บังคับ ให้ต้องจัดทำรายงานการสำรวจดินหรือทดสอบเสาเข็มสำหรับ บ้านพักอาศัยความสูง 2 ชั้น โดยตรงในกรณีทั่วไป แต่กฎหมายมุ่งเน้นไปที่อาคารขนาดใหญ่และความสูงตั้งแต่ 4 ชั้นขึ้นไป ดังรายละเอียดต่อไปนี้ครับ ประเภทอาคารที่บังคับต้องมีรายงานสำรวจดิน (Boring Test) ตามกฎกระทรวงข้อ 5 กำหนดให้อาคารดังต่อไปนี้ ต้องมีรายงานการสำรวจดินฐานราก ประกอบรายการคำนวณฐานราก: อาคารสูง หรือ อาคารขนาดใหญ่พิเศษ อาคารขนาดใหญ่ที่เป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้ และมี ความสูงตั้งแต่ 4 ชั้นขึ้นไป อาคารที่มี ความสูงตั้งแต่ 4 ชั้นขึ้นไป ที่ก่อสร้างในโครงการจัดสรรที่ดิน ดังนั้น บ้าน 2 ชั้น จึงไม่อยู่ในเกณฑ์บังคับตามข้อนี้ เว้นแต่จะเป็นกรณีพิเศษที่วิศวกรผู้ออกแบบเห็นสมควร หากไม่มีรายงานสำรวจดิน กฎหมายกำหนดอย่างไร? สำหรับอาคารที่ไม่เข้าเกณฑ์บังคับ (เช่น บ้าน 2 ชั้น) กฎกระทรวงข้อ […]

ถ้าไม่เจาะสำรวจดิน จะมีวิธีคำนวณความลึกเสาเข็มอย่างไร?

557 ถ้าไม่เจาะสำรวจดิน จะมีวิธีคำนวณความลึกเสาเข็มอย่างไร? หากไม่มีรายงานการเจาะสำรวจดิน (Soil Boring Test) วิศวกรจะมีวิธีการคำนวณและกำหนดความลึกของเสาเข็มโดยใช้การทดสอบหน้างานและสูตรทางวิศวกรรมเพื่อความปลอดภัย ดังนี้ครับ การใช้ค่าการตอกเสาเข็ม (Blow Count) วิธีนี้เป็นวิธีที่สำคัญที่สุดเมื่อไม่มีข้อมูลดิน โดยวิศวกรจะใช้การวัด ค่าการตอก 10 ครั้งสุดท้าย (Last 10 Blows) เพื่อตรวจสอบระยะการจมของเสาเข็ม,, หากเสาเข็มจมลงน้อยกว่าหรือเท่ากับระยะที่คำนวณไว้ในรายการคำนวณ (เช่น 10 ครั้งสุดท้ายจมไม่เกิน 5-6 เซนติเมตร) จะเป็นสัญญาณยืนยันว่าปลายเสาเข็มได้หยั่งถึงชั้นดินแข็งที่สามารถรับน้ำหนักได้จริงตามที่ออกแบบไว้แล้ว,, การใช้สูตรการตอกเสาเข็ม (Pile Driving Formulas) วิศวกรจะนำข้อมูลขณะปฏิบัติงานจริงมาคำนวณหาค่าการรับน้ำหนักบรรทุกประลัย ($Q_{ult}$) โดยใช้สูตรทางวิศวกรรมที่นิยมในประเทศไทย เช่น Hiley Formula หรือ Engineering News Formula, สูตรเหล่านี้จะพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้: น้ำหนักของลูกตุ้มตอก (Weight of Hammer), ระยะยกของลูกตุ้ม (Drop Height), ระยะที่เสาเข็มจมต่อการตอก (Set), ประสิทธิภาพของเครื่องจักรและวัสดุรองหัวเข็ม, การทำเสาเข็มทดสอบ […]

การเจาะสำรวจดิน (Boring Test) จำเป็นไหมสำหรับงานต่อเติมบ้าน?

556 การเจาะสำรวจดิน (Boring Test) จำเป็นไหมสำหรับงานต่อเติมบ้าน? การเจาะสำรวจดิน (Soil Boring Test) มีความ จำเป็นและเป็นหัวใจสำคัญ อย่างยิ่งสำหรับงานฐานราก แม้จะเป็นเพียงงานต่อเติมบ้านขนาดเล็กก็ตาม โดยมีเหตุผลสำคัญและข้อพิจารณาเมื่อใช้ร่วมกับเสาเข็มสปันไมโครไพล์ดังนี้ครับ ความจำเป็นของการเจาะสำรวจดินในงานต่อเติม ระบุตำแหน่งชั้นดินแข็งที่แม่นยำ: สภาพดินในแต่ละพื้นที่ แม้จะอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่เมตร ก็อาจมีระดับชั้นดินแข็ง (Hard Strata) ที่ลึกไม่เท่ากัน การเจาะสำรวจช่วยให้ทราบความลึกที่แน่นอนว่าต้องตอกเสาเข็มกี่เมตร เพื่อให้ปลายเข็มวางบนชั้นดินแข็งจริง ป้องกันปัญหาการทรุดตัวไม่เท่ากัน (Differential Settlement): หัวใจของการต่อเติมคือต้องให้ส่วนต่อเติมทรุดตัวน้อยที่สุดและใกล้เคียงกับบ้านเดิม หากไม่เจาะดินและตอกเสาเข็มสั้นเกินไปจนปลายเข็มลอยอยู่ในชั้นดินอ่อน ส่วนต่อเติมจะทรุดตัวเร็วกว่าบ้านหลัก ทำให้เกิดรอยแยกและการฉีกขาดของโครงสร้าง การออกแบบทางวิศวกรรมที่ถูกต้อง: ข้อมูลจากรายงานดิน (Boring Log) จะให้ค่า SPT N-Value ซึ่งวิศวกรใช้คำนวณกำลังรับน้ำหนักของดินได้อย่างแม่นยำ ช่วยในการเลือกขนาดหน้าตัดเสาเข็มสปันไมโครไพล์ที่เหมาะสมกับน้ำหนักของโครงสร้าง ความคุ้มค่าและป้องกันงบบานปลาย: การเจาะสำรวจดินช่วยป้องกันปัญหาการออกแบบที่ “เผื่อ” มากเกินไป (Over-design) ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองค่าเสาเข็ม และช่วยป้องกันการออกแบบที่ต่ำกว่ามาตรฐานซึ่งจะนำไปสู่ค่าซ่อมแซมฐานรากที่สูงมหาศาลในอนาคต ข้อพิจารณาพิเศษสำหรับเสาเข็มสปันไมโครไพล์ การวางแผนจำนวนท่อน: เนื่องจากเสาเข็มสปันไมโครไพล์มีความยาวท่อนละ 1.5 เมตร และใช้วิธีเชื่อมต่อกันลงไป ข้อมูลจากการเจาะสำรวจดินจะช่วยให้เจ้าของบ้านทราบจำนวนท่อนที่ต้องเตรียมและควบคุมงบประมาณได้ชัดเจนขึ้น ยืนยันการรับน้ำหนักแบบ […]

การทดสอบ Blow Count มีวิธีการนับอย่างไรให้ถูกต้อง?

555 การทดสอบ Blow Count มีวิธีการนับอย่างไรให้ถูกต้อง? การทดสอบ Blow Count คือกระบวนการสำคัญทางวิศวกรรมเพื่อตรวจสอบกำลังการรับน้ำหนักของเสาเข็มและความหนาแน่นของชั้นดิน โดยมีวิธีการนับและหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องดังนี้ครับ วิธีการนับ Blow Count ที่ถูกต้อง การทำเครื่องหมาย (Marking): วิศวกรหรือช่างจะทำเครื่องหมายบนตัวเสาเข็มเป็นช่วงๆ (เช่น ทุก 30 เซนติเมตร หรือตามระยะที่กำหนด) เพื่อสังเกตระยะการจมตัวต่อจำนวนครั้งในการตอก การนับจำนวนครั้งต่อระยะจม: สังเกตว่าในระยะที่กำหนด (เช่น 30 ซม.) ต้องใช้จำนวนกี่ครั้งในการตอกจนเสาเข็มจมมิดเครื่องหมายนั้น การทดสอบ Last 10 Blow Count: นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดเพื่อยืนยันว่าเสาเข็มถึงชั้นดินแข็งจริง โดยมีขั้นตอนดังนี้: เมื่อเสาเข็มเริ่มตอกจมลงยากขึ้นหรือใกล้ถึงระดับที่คำนวณไว้ ให้ทำเครื่องหมายบนเสาเข็มและหนุนบรรทัดวัดระยะ นับการตอก 10 ครั้งสุดท้าย แล้ววัดระยะจมว่าเสาเข็มจมลงไปเท่าใด เปรียบเทียบกับค่าที่คำนวณไว้ (Set): ระยะจมของ 10 ครั้งสุดท้ายนี้ต้อง ไม่เกิน ค่าที่วิศวกรออกแบบไว้ (เช่น ไม่เกิน 5-6 เซนติเมตร) หากจมน้อยกว่าค่าที่กำหนด แสดงว่าปลายเสาเข็มหยั่งถึงชั้นดินแข็งที่สามารถรับน้ำหนักได้อย่างปลอดภัยแล้ว […]

ระยะห่าง 3 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางเสาเข็มสำคัญอย่างไร?

554 ระยะห่าง 3 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางเสาเข็มสำคัญอย่างไร? การเว้นระยะห่างระหว่างศูนย์กลางเสาเข็มที่ 3 เท่าของเส้นผ่นศูนย์กลาง (3D) เป็นมาตรฐานทางวิศวกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของฐานราก โดยมีเหตุผลหลักและข้อพิจารณาสำหรับเสาเข็มสปันไมโครไพล์ดังนี้ครับ ความสำคัญของระยะห่าง 3 เท่า (3D) ป้องกันการซ้อนทับกันของหน่วยแรง (Stress Overlap): เมื่อเสาเข็มรับน้ำหนัก จะเกิด “กระเปาะความเสียดทาน” (Friction Bulb) กระจายแรงออกไปรอบตัวเสาเข็ม หากตอกเข็มชิดกันเกินไป กระเปาะความเสียดทานเหล่านี้จะเกยทับกัน ทำให้ดินบริเวณนั้นรับแรงซ้ำซ้อนจนอาจเกิดการวิบัติ และส่งผลให้กำลังการรับน้ำหนักของเสาเข็มแต่ละต้นในกลุ่มลดลง, ประสิทธิภาพการรับน้ำหนักของกลุ่มเข็ม (Group Efficiency): การรักษาระยะห่างที่เหมาะสมช่วยให้เสาเข็มทุกต้นในฐานรากเดียวกันสามารถรับน้ำหนักได้เต็มประสิทธิภาพตามที่ออกแบบไว้ หากวางชิดกันเกินไป ประสิทธิภาพโดยรวมของกลุ่มเข็มจะลดลงต่ำกว่าผลรวมของเข็มเดี่ยวแต่ละต้น,, ลดแรงภายในฐานราก (Pile Cap): การจัดวางเข็มที่เหมาะสมช่วยควบคุมขนาดของฐานรากไม่ให้ใหญ่เกินไปและช่วยลดโมเมนต์ดัดที่เกิดขึ้นในฐานราก ทำให้การออกแบบโครงสร้างประหยัดและปลอดภัยมากขึ้น, ความถูกต้องตามกฎหมายและมาตรฐานวิศวกรรม: ตามกฎกระทรวงและมาตรฐานการคำนวณฐานราก (เช่น ACI หรือ BS 8110) กำหนดให้เสาเข็มต้องมีระยะห่างไม่น้อยกว่า 3 เท่าของหน้าตัด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของอาคาร,, การพิจารณาสำหรับ “เสาเข็มสปันไมโครไพล์” เมื่อใช้เสาเข็มสปันไมโครไพล์ในลักษณะเข็มกลุ่ม ระยะห่าง 3D ยังคงเป็นมาตรฐานที่วิศวกรแนะนำ […]

การจัดวางเสาเข็มกลุ่ม มีกี่รูปแบบ?

553 การจัดวางเสาเข็มกลุ่ม มีกี่รูปแบบ? การจัดวางเสาเข็มกลุ่ม (Group Pile) มีรูปแบบที่หลากหลายขึ้นอยู่กับจำนวนเสาเข็มที่วิศวกรคำนวณเพื่อรองรับน้ำหนักของอาคาร โดยมีหลักการสำคัญคือต้องจัดวางให้จุดศูนย์ถ่วงของกลุ่มเสาเข็มตรงกับแนวแรงที่ถ่ายลงมาจากเสาตอม่อเพื่อให้การรับน้ำหนักเป็นไปอย่างสมดุล รูปแบบการจัดวางเสาเข็มกลุ่มที่นิยมใช้ รูปแบบการจัดวางจะแปรผันตามจำนวนต้นของเสาเข็มในหนึ่งฐานราก ดังนี้: เสาเข็ม 2 ต้น: จัดวางเป็นแนวเส้นตรงขนานกับความยาวของฐานราก เสาเข็ม 3 ต้น: จัดวางเป็นรูปสามเหลี่ยม (มักเป็นสามเหลี่ยมด้านเท่า) โดยมีเสาอาคารอยู่ตรงกลางศูนย์ถ่วง เสาเข็ม 4 ต้น: จัดวางเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เป็นรูปแบบที่นิยมมากที่สุดสำหรับฐานรากทั่วไป เสาเข็ม 5 ต้น: จัดวางเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส 4 มุม และมีเสาเข็มอีก 1 ต้นอยู่ตรงจุดศูนย์กลาง เสาเข็ม 6 ต้น: จัดวางเป็นแถว แถวละ 3 ต้น จำนวน 2 แถว เสาเข็ม 7 ต้น: จัดวางเป็นรูปหกเหลี่ยมโดยมีเสาเข็ม 1 ต้นอยู่ตรงกลาง เสาเข็ม 8 ต้น: จัดวางเป็นกลุ่มตามความเหมาะสมของหน้าตัดฐานราก […]

การตรวจสอบคุณภาพเสาเข็มไมโครไพล์ เสาเข็มสปันไมโครไพล์ มีอะไรบ้าง และทำอย่างไร?

552 การตรวจสอบคุณภาพเสาเข็มไมโครไพล์ เสาเข็มสปันไมโครไพล์ มีอะไรบ้าง และทำอย่างไร? การตรวจสอบคุณภาพเสาเข็มไมโครไพล์และเสาเข็มสปันไมโครไพล์เป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อยืนยันว่ารากฐานสามารถรับน้ำหนักอาคารได้อย่างปลอดภัยตามที่วิศวกรออกแบบไว้ โดยมีวิธีการตรวจสอบหลักๆ ทั้งในระหว่างการติดตั้งและหลังการติดตั้งดังนี้ การเช็กระยะจม 10 ครั้งสุดท้าย (Last 10 Blow Count) เป็นวิธีการตรวจสอบที่ทำได้ทันทีหน้างานขณะตอกเสาเข็ม เพื่อยืนยันว่าปลายเสาเข็มหยั่งลึกลงถึงชั้นดินแข็ง (Hard Strata) แล้ว ทำอย่างไร: เมื่อตอกเสาเข็มลงไปจนเกือบถึงระดับความลึกที่ต้องการ วิศวกรหรือช่างจะทำการขีดเส้นระดับบนตัวเสาเข็ม แล้วตอกด้วยน้ำหนักลูกตุ้มและระยะยกคงที่จำนวน 10 ครั้ง จากนั้นวัดระยะที่เสาเข็มจมลงไปจริง (Settlement) เกณฑ์การตัดสิน: ระยะจมต้องไม่เกินค่าที่วิศวกรคำนวณไว้ (เช่น ไม่เกิน 5-6 ซม. ต่อ 10 ครั้ง) หากเสาเข็มยังจมลงมากเกินไป แสดงว่าดินยังไม่แน่นพอ ต้องต่อเสาเข็มและตอกเพิ่มจนกว่าจะได้ค่าที่กำหนด การทดสอบด้วยวิธีพลศาสตร์ (Dynamic Load Test) เป็นการทดสอบเพื่อหาค่ากำลังรับน้ำหนักบรรทุกของเสาเข็มและความสมบูรณ์ของเนื้อคอนกรีตโดยใช้คลื่นความเค้น ทำอย่างไร: ติดตั้งเครื่องมือวัดความเครียด (Strain Transducer) และวัดความเร่ง (Accelerometer) ไว้ที่หัวเสาเข็ม จากนั้นใช้ลูกตุ้มน้ำหนักตกลงกระแทกหัวเสาเข็ม คลื่นความเค้น (Stress […]

สิ่งที่คุณต้องรู้ก่อนตอกเสาเข็ม? 

551 สิ่งที่คุณต้องรู้ก่อนตอกเสาเข็ม?  การตอกเสาเข็มเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการสร้างอาคาร เพราะเป็นรากฐานที่รองรับน้ำหนักทั้งหมด หากเกิดความผิดพลาดจะแก้ไขได้ยากมากและมีค่าใช้จ่ายสูง นี่คือสิ่งที่เจ้าของบ้านและผู้รับเหมาจำเป็นต้องรู้ก่อนเริ่มดำเนินการ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาการใช้ เสาเข็มสปันไมโครไพล์ การเจาะสำรวจดิน (Soil Boring Test) คือหัวใจสำคัญ ก่อนจะตอกเสาเข็ม สิ่งแรกที่ต้องทำคือ การเจาะสำรวจชั้นดิน เพื่อให้ทราบระดับความลึกของ ชั้นดินแข็ง (Hard Strata) ที่แท้จริงในพื้นที่นั้นๆ เนื่องจากสภาพดินแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันมาก แม้แต่พื้นที่ข้างเคียงกันก็อาจมีความลึกของดินแข็งไม่เท่ากัน การสำรวจจะช่วยให้วิศวกรคำนวณความยาวเสาเข็มและขนาดฐานรากได้อย่างแม่นยำ ป้องกันปัญหา “เสาเข็มลอย” หรือตอกไม่ถึงชั้นดินแข็ง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของบ้านทรุด การเลือกประเภทเสาเข็มให้เหมาะกับหน้างาน หากเป็นการต่อเติมหรือก่อสร้างในพื้นที่แคบ เสาเข็มสปันไมโครไพล์ (Spun Micro Pile) เป็นตัวเลือกที่โดดเด่นมาก เนื่องจาก: ความสามารถในการรับน้ำหนักสูง: ผลิตด้วยวิธีแรงเหวี่ยงความเร็วสูง (Centrifugal Force) ทำให้เนื้อคอนกรีตมีความหนาแน่นและแข็งแกร่งกว่าคอนกรีตหล่อทั่วไปถึง 10 เท่า สามารถรับน้ำหนักปลอดภัยได้ตั้งแต่ 15–50 ตันต่อต้น (ขึ้นอยู่กับขนาดหน้าตัด) เข้าถึงพื้นที่จำกัดได้ดี: ตัวเสาเข็มมีความยาวท่อนละ 1.5 เมตร และใช้เครื่องจักรตอก (ปั้นจั่นจิ๋ว) ที่มีความสูงเพียง 3 […]