Category Archives: Academic

การทำฐานราก F3 ฐานรากกลุ่มที่รับเสาเข็ม 3 ต้น

620 การทำฐานราก F3 ฐานรากกลุ่มที่รับเสาเข็ม 3 ต้น การทำฐานราก F4 หรือฐานรากกลุ่มที่ใช้เสาเข็ม 4 ต้น เป็นโครงสร้างฐานรากขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำหนักมหาศาลจากเสาหลักของอาคาร โดยการถ่ายเทน้ำหนักกระจายลงสู่กลุ่มเสาเข็มอย่างสมดุล หากพิจารณาการใช้เสาเข็มสปันไมโครไพล์ (Spun Micro Pile) ร่วมด้วย จะมีขั้นตอนและรายละเอียดทางวิศวกรรมที่สำคัญดังนี้ครับ การเตรียมการและวางผังกลุ่มเสาเข็ม การเลือกขนาดเสาเข็ม: พิจารณาตามน้ำหนักบรรทุกที่ต้องการ (Safe Load) เช่น ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 21, 25 หรือ 30 เซนติเมตร ซึ่งรับน้ำหนักได้ตั้งแต่ 20-50 ตันต่อต้น ขึ้นอยู่กับสภาพดิน การกำหนดระยะห่าง (Spacing): ตามมาตรฐานวิศวกรรม ตำแหน่งของเสาเข็มแต่ละต้นในฐานรากกลุ่ม ต้องมีระยะห่างระหว่างศูนย์กลางเสาเข็มไม่น้อยกว่า 3 เท่าของมิติหน้าตัดเสาเข็ม (3D) เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่รับแรงในดินซ้อนทับกันมากเกินไป ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพการรับน้ำหนักรวมลดลง การจัดวาง: เสาเข็มทั้ง 4 ต้นจะถูกจัดวางเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสรอบจุดศูนย์กลางของเสาตอม่อ เพื่อให้การกระจายแรงเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ขั้นตอนการตอกเสาเข็มสปันไมโครไพล์ ตรวจสอบแนวดิ่ง: ก่อนเริ่มตอก ต้องใช้มาตรวัดระดับน้ำตรวจสอบแนวดิ่งทั้งแกน X […]

การทำฐานราก F3 ฐานรากกลุ่มที่รับเสาเข็ม 3 ต้น

619 การทำฐานราก F3 ฐานรากกลุ่มที่รับเสาเข็ม 3 ต้น การทำฐานราก F3 หรือฐานรากกลุ่มที่รองรับเสาเข็ม 3 ต้น เป็นโครงสร้างที่มีความมั่นคงสูง นิยมจัดวางเสาเข็มในรูปแบบสามเหลี่ยมเพื่อกระจายน้ำหนักจากเสาตอม่อลงสู่กลุ่มเสาเข็มอย่างสมดุล การใช้เสาเข็มสปันไมโครไพล์ร่วมกับฐานรากชนิดนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความมั่นคงและลดผลกระทบต่ออาคารเดิมได้ดีเยี่ยม โดยมีรายละเอียดขั้นตอนและข้อกำหนดทางวิศวกรรมที่สำคัญดังนี้ครับ การพิจารณาใช้เสาเข็มสปันไมโครไพล์ ความมั่นคงระดับสูง: เสาเข็มสปันไมโครไพล์ผลิตด้วยกรรมวิธีแรงเหวี่ยง (Spun) ทำให้เนื้อคอนกรีตมีความหนาแน่นสูงกว่าเสาเข็มทั่วไปถึง 10 เท่า และสามารถตอกลึกได้จนถึงชั้นดินดาน (Solid Layer) ทำให้ตัวฐานราก F3 รับน้ำหนักได้มหาศาลโดยไม่เกิดการทรุดตัว การรับน้ำหนัก: หากใช้เสาเข็มขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 21-30 ซม. จำนวน 3 ต้นต่อหนึ่งฐานราก จะสามารถรับน้ำหนักปลอดภัยรวมได้ตั้งแต่ 60 ตัน ไปจนถึง 150 ตันต่อฐาน (ขึ้นอยู่กับขนาดหน้าตัดเสาเข็มและสภาพดิน) ลดแรงสั่นสะเทือน: เนื่องจากเป็นเสาเข็มรูกลวง ช่วยลดการแทนที่ของดิน (Soil Displacement) ทำให้แรงสั่นสะเทือนขณะตอกต่ำมาก ปลอดภัยต่อฐานรากเดิมและผนังบ้านข้างเคียง มาตรฐานการจัดวางเสาเข็ม (Pile Spacing) ระยะห่างระหว่างต้น: ตามหลักวิศวกรรม ตำแหน่งของเสาเข็มแต่ละต้นในฐาน […]

การทำฐานราก F2 ฐานรากกลุ่มที่รับเสาเข็ม 2 ต้น

618 การทำฐานราก F2 ฐานรากกลุ่มที่รับเสาเข็ม 2 ต้น ฐานราก F2 คือ ฐานรากชนิดมีเสาเข็มกลุ่มที่ออกแบบมาเพื่อรองรับเสาตอม่อ 1 ต้น โดยใช้เสาเข็มจำนวน 2 ต้นภายใต้ฐานเดียวกัน เพื่อช่วยกระจายและรับน้ำหนักมหาศาลจากโครงสร้างอาคารส่วนบนลงสู่ชั้นดินอย่างสมดุล การทำฐานรากชนิดนี้มีข้อกำหนดและขั้นตอนที่ละเอียดตามมาตรฐานวิศวกรรม ดังนี้: ข้อกำหนดทางเทคนิคและระยะห่างมาตรฐาน ระยะห่างระหว่างเสาเข็ม: ตามกฎกระทรวงและหลักวิศวกรรม ตำแหน่งของเสาเข็มทั้ง 2 ต้นในฐานราก F2 ต้องมีระยะห่างกันไม่น้อยกว่า 3 เท่าของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเสาเข็ม (3D) เพื่อไม่ให้กระเปาะรับแรงของดินทับซ้อนกันจนลดประสิทธิภาพการรับน้ำหนัก ความหนาของฐานคอนกรีต: สำหรับฐานรากเสาเข็มกลุ่ม ต้องมีความหนาของคอนกรีตไม่น้อยกว่า 35 เซนติเมตร เพื่อความมั่นคงแข็งแรง ระยะหุ้มเสาเข็ม (Covering): หัวเสาเข็มที่ฝังอยู่ในฐานรากกลุ่มต้องมีระยะหุ้มคอนกรีตจากผิวบนของเสาเข็มถึงส่วนล่างสุดของฐานคอนกรีตไม่น้อยกว่า 7.5 เซนติเมตร และมีระยะหุ้มขอบเสาเข็มไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของขนาดเสาเข็มต้นริม ระยะหุ้มเหล็กเสริม: สำหรับส่วนที่สัมผัสกับดินโดยตรง ต้องมีระยะหุ้มคอนกรีต (Concrete Covering) ไม่น้อยกว่า 7.5 เซนติเมตร เพื่อป้องกันสนิมที่อาจเกิดขึ้นจากความชื้นในดิน การพิจารณาใช้ “เสาเข็มสปันไมโครไพล์” ในฐานราก F2 […]

การทำฐานราก F1 เสาเข็มเดี่ยว

617 การทำฐานราก F1 เสาเข็มเดี่ยว การทำฐานราก F1 (ฐานรากเสาเข็มเดี่ยว) โดยใช้เสาเข็มสปันไมโครไพล์ มีรายละเอียดทางวิศวกรรมที่สำคัญเพื่อให้โครงสร้างมีความมั่นคงสูงสุด ดังนี้ครับ: องค์ประกอบของฐานราก F1 เสาเข็ม (Pile): ใช้เสาเข็มสปันไมโครไพล์ 1 ต้นต่อหนึ่งฐานราก มักเป็นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 21, 25 หรือ 30 ซม. ขึ้นอยู่กับน้ำหนักบรรทุกที่คำนวณไว้ ฟุตติ้ง (Footing/Pile Cap): เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กที่ครอบอยู่บนหัวเสาเข็ม ทำหน้าที่รวบน้ำหนักจากเสาตอม่อลงสู่เสาเข็ม ตอม่อ (Pedestal): ส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างฐานรากและเสาของอาคาร รายละเอียดการเสริมเหล็ก (Reinforcement) การเสริมเหล็กในฐานรากเสาเข็มเดี่ยวที่มีประสิทธิภาพสูง มีลักษณะเฉพาะดังนี้: เหล็กแกนหลัก (Main Bars): นิยมใช้เหล็กข้ออ้อยขนาดใหญ่ เช่น 8-DB 25 mm เพื่อความแข็งแรง เหล็กปลอก (Stirrups): มักใช้เป็นเหล็กปลอกคู่ เช่น 2-ป RB 9 mm @ 0.10 […]

ถ้าเจอกรณีดินอ่อนมาก ต้องปรับแผนการตอกเสาเข็มอย่างไร?

616 ถ้าเจอกรณีดินอ่อนมาก ต้องปรับแผนการตอกเสาเข็มอย่างไร? เมื่อต้องปฏิบัติงานในพื้นที่ที่พบชั้นดินอ่อนมาก (Very Soft Clay) แผนการตอกเสาเข็มจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงเพื่อความมั่นคงของโครงสร้าง โดยมีแนวทางปฏิบัติและข้อควรพิจารณาดังนี้ครับ: การปรับแผนการสำรวจและการออกแบบ เพิ่มความลึกและจำนวนหลุมเจาะสำรวจดิน (Soil Boring Test): ในกรณีที่ดินมีความแปรปรวนสูงหรือเป็นกระเปาะดินเหลวอ่อน จำเป็นต้องเจาะสำรวจให้ลึกจนพบชั้นดินแข็งหรือชั้นทรายที่แน่ชัดอย่างน้อย 3 ถึง 5 เมตร เพื่อนำค่า SPT N-Value มาคำนวณกำลังรับน้ำหนักได้อย่างแม่นยำ คำนึงถึงแรงฉุดลงจากดิน (Negative Skin Friction): หากมีการถมดินใหม่หรือระดับน้ำใต้ดินลดลง ดินชั้นบนที่ทรุดตัวจะฉุดเสาเข็มให้ทรุดตาม ผู้ออกแบบต้องคำนวณแรงเสียดทานที่เป็นลบนี้เพิ่มเข้าไปในน้ำหนักบรรทุกด้วย พิจารณาความชะลูดของเสาเข็ม (Slenderness): เมื่อส่วนบนของเสาเข็มอยู่ในชั้นดินที่อ่อนมาก เสาเข็มอาจมีพฤติกรรมความชะลูดที่ส่งผลต่อการรับน้ำหนัก ซึ่งต้องนำมาคำนวณเพื่อป้องกันการวิบัติ การปรับแผนการตอกเสาเข็ม เน้นการตอกให้ถึงชั้นดินแข็ง (End Bearing): ในพื้นที่ดินอ่อน แผนงานต้องกำหนดให้ปลายเสาเข็มหยั่งถึงชั้นดินดาน (Hard Strata) จริงๆ โดยไม่พึ่งพาเพียงแรงเสียดทานผิวในชั้นดินอ่อน ซึ่งมักมีความลึกในช่วง 18-26 เมตร สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เทคนิคการเจาะนำ (Pre-Boring): หากชั้นดินบนมีชั้นทรายแทรกหรือดินแข็งบางส่วนที่ขวางการตอก การเจาะนำจะช่วยให้เสาเข็มสามารถลงไปถึงระดับความลึกที่ออกแบบไว้ได้โดยไม่ทำให้ตัวเสาเสียหายจากการตอกที่รุนแรงเกินไป […]

การทดสอบ Dynamic Load Test ช่วยยืนยันความปลอดภัยได้อย่างไร? 

615 การทดสอบ Dynamic Load Test ช่วยยืนยันความปลอดภัยได้อย่างไร?  การทดสอบ Dynamic Load Test (หรือการทดสอบด้วยวิธีพลศาสตร์) เป็นกระบวนการทางวิศวกรรมที่ใช้ยืนยันความปลอดภัยและความมั่นคงของฐานรากเสาเข็ม โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้ครับ วิธีการและหลักการทดสอบ การทดสอบนี้เป็นการประเมินกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็มโดยไม่ทำลายเสาเข็ม. กระบวนการจะเริ่มจากการติดตั้งเครื่องมือวัดสัญญาณ ได้แก่ Strain transducer เพื่อวัดค่าความเครียด และ Accelerometer เพื่อวัดค่าความเร่งไว้ที่หัวเสาเข็ม. จากนั้นจะใช้ตุ้มน้ำหนักปล่อยตกกระแทกหัวเสาเข็มเพื่อให้เกิดคลื่นความเค้น (Stress Wave) เดินทางลงไปในเสาเข็ม. ข้อมูลสัญญาณที่บันทึกได้จะถูกส่งไปวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์เฉพาะทาง เช่น CAPWAP เพื่อหาค่าพารามิเตอร์ต่างๆ. การยืนยันความปลอดภัยผ่านข้อมูลที่ได้รับ การทดสอบ Dynamic Load Test ช่วยสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยได้ใน 3 มิติหลัก ได้แก่: กำลังรับน้ำหนัก (Bearing Capacity): สามารถประเมินกำลังรับน้ำหนักบรรทุกสูงสุด (Ultimate Capacity) รวมถึงแยกส่วนกำลังที่ได้จากปลายเข็ม (End Bearing) และแรงเสียดทานผิว (Skin Friction). ความสมบูรณ์ของเสาเข็ม (Integrity): ตรวจสอบได้ว่าเสาเข็มที่ตอกลงไปนั้นมีการชำรุด […]

ทำไมต้องเว้น Expansion Joint ระหว่างบ้านเดิมและส่วนต่อเติม? 

614 ทำไมต้องเว้น Expansion Joint ระหว่างบ้านเดิมและส่วนต่อเติม?  การเว้น Expansion Joint (รอยต่อเพื่อการขยายตัว) ระหว่างบ้านเดิมและส่วนต่อเติม เป็นหัวใจสำคัญในการก่อสร้างตามหลักวิศวกรรม เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับโครงสร้างทั้งสองส่วน โดยมีเหตุผลสำคัญดังนี้ครับ: ป้องกันการทรุดตัวที่ไม่เท่ากัน (Differential Settlement) อาคารเดิมและส่วนต่อเติมมักมีน้ำหนักบรรทุก (Load) ที่ต่างกัน และสร้างขึ้นคนละช่วงเวลา ทำให้ชั้นดินใต้ฐานรากมีการอัดตัวและทรุดตัวในอัตราที่ไม่เท่ากัน หากเชื่อมโครงสร้างติดกันโดยตรง เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งทรุดตัวมากกว่า จะเกิด แรงดึงรั้ง ทำให้อาคารบิดเบี้ยว เกิดรอยร้าวเฉียงที่ผนัง หรือโครงสร้างเสาและคานแตกร้าวอย่างรุนแรง อิสระในการเคลื่อนตัวของโครงสร้าง การเว้นรอยต่อช่วยให้ส่วนต่อเติมเป็น โครงสร้างอิสระ (Independent Structure) ซึ่งสามารถทรุดตัวหรือเคลื่อนตัวได้ตามธรรมชาติของภาระบรรทุกจริง โดยไม่ส่งผลกระทบหรือสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างหลักของบ้านเดิม โดยทั่วไปวิศวกรแนะนำให้เว้นช่องว่างประมาณ 1-2 ซม. แล้วอุดด้วยวัสดุยืดหยุ่นกันน้ำ (Sealant) รองรับการขยายตัวและหดตัวจากอุณหภูมิ วัสดุก่อสร้างอย่างคอนกรีตจะมีการขยายตัวเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นและหดตัวเมื่ออุณหภูมิลดลง การมี Expansion Joint จะช่วยให้คอนกรีตมีพื้นที่ในการขยายตัวได้โดยไม่ดันกันเองจนเกิดการแตกร้าว การพิจารณาใช้เสาเข็มสปันไมโครไพล์ (Spun Micropile) สำหรับการต่อเติมบ้าน การเลือกใช้ เสาเข็มสปันไมโครไพล์ เป็นทางเลือกที่วิศวกรแนะนำอย่างมากเพื่อทำงานร่วมกับการเว้น Expansion Joint […]

ส่วนต่อเติมครัวหลังบ้าน ยึดกับตัวบ้านเดิมได้ไหม? มีข้อดีข้อเสียอย่างไร ขอคำแนะนำ? 

613 ส่วนต่อเติมครัวหลังบ้าน ยึดกับตัวบ้านเดิมได้ไหม? มีข้อดีข้อเสียอย่างไร ขอคำแนะนำ?  การต่อเติมครัวหลังบ้าน ไม่แนะนำให้ยึดโครงสร้างติดกับตัวบ้านเดิมเด็ดขาด ตามหลักวิศวกรรมฐานรากมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแยกโครงสร้างส่วนต่อเติมให้เป็นอิสระจากกัน (Independent Structure) โดยมีรายละเอียดข้อดี ข้อเสีย และคำแนะนำดังนี้ครับ ทำไมไม่ควรยึดโครงสร้างติดกับตัวบ้านเดิม? การทรุดตัวที่ไม่เท่ากัน (Differential Settlement): บ้านเดิมมีการทรุดตัวจนเกือบจะคงที่แล้ว ในขณะที่ส่วนต่อเติมใหม่เพิ่งเริ่มรับน้ำหนักและเริ่มกระบวนการทรุดตัว หากยึดติดกัน น้ำหนักของส่วนครัวที่ทรุดลงจะดึงรั้งโครงสร้างบ้านเดิม ทำให้เกิดความเครียดในโครงสร้าง ผลกระทบต่อโครงสร้าง: ส่งผลให้ผนังเกิดรอยแตกร้าวเฉียง (โดยเฉพาะมุมวงกบประตูหรือหน้าต่าง) คานหรือเสาอาจบิดเบี้ยว และในกรณีที่รุนแรง ส่วนต่อเติมอาจดึงให้โครงสร้างบ้านหลักเอียงหรือเสียหายตามไปด้วย ข้อดี-ข้อเสียของการแยกโครงสร้าง ข้อดีของการแยกโครงสร้าง: ป้องกันบ้านเดิมร้าว: ส่วนต่อเติมสามารถทรุดตัวได้อย่างเป็นอิสระตามธรรมชาติโดยไม่ดึงรั้งตัวบ้านหลัก ซ่อมแซมง่ายในอนาคต: หากเกิดการทรุดตัวเกินเกณฑ์ สามารถแก้ไขเฉพาะส่วนได้ง่ายกว่า ความมั่นคงระยะยาว: ตัวบ้านหลักจะคงสภาพความแข็งแรงเดิมไว้ได้ตลอดอายุการใช้งาน ข้อเสียของการแยกโครงสร้าง: รอยต่อระหว่างอาคาร: หากจัดการไม่ดีอาจมีปัญหาน้ำรั่วซึมตามรอยต่อ ซึ่งแก้ไขได้ด้วยการใช้วัสดุอุดรอยต่อที่ยืดหยุ่น ความสวยงาม: ต้องมีการออกแบบรอยต่อ (Expansion Joint) ให้ดูเรียบเนียนไปกับตัวบ้าน คำแนะนำในการต่อเติมครัวหลังบ้าน ใช้ระบบ Expansion Joint: เว้นช่องว่างระหว่างผนังใหม่กับผนังเดิมประมาณ 1-2 ซม. แล้วปิดรอยต่อด้วยวัสดุอุดรอยต่อประเภทโพลียูรีเทน (PU […]

ส่วนต่อเติมหลังบ้าน ยึดกับตัวบ้านเดิมได้ไหม? มีข้อดีข้อเสียอย่างไร ขอคำแนะนำ? 

612 ส่วนต่อเติมหลังบ้าน ยึดกับตัวบ้านเดิมได้ไหม? มีข้อดีข้อเสียอย่างไร ขอคำแนะนำ?  การต่อเติมส่วนหลังบ้าน ไม่แนะนำให้ยึดโครงสร้างติดกับตัวบ้านเดิมอย่างเด็ดขาด เนื่องจากบ้านเดิมและส่วนต่อเติมมักจะมีการทรุดตัวที่ไม่เท่ากัน (Differential Settlement) ซึ่งจะส่งผลเสียต่อโครงสร้างในระยะยาว ดังนี้ครับ: ข้อเสียของการยึดส่วนต่อเติมติดกับบ้านเดิม การทรุดตัวดึงรั้งโครงสร้าง: บ้านเดิมที่สร้างมานานมักจะเริ่มอยู่ตัวแล้ว แต่ส่วนต่อเติมที่สร้างใหม่จะมีการทรุดตัวมากกว่าตามธรรมชาติ หากยึดติดกัน ส่วนที่ทรุดจะดึงรั้งโครงสร้างบ้านเดิมให้เสียหาย รอยแตกร้าวและรั่วซึม: การดึงรั้งกันทำให้ผนังเกิดรอยร้าวเฉียง 45 องศา หรือรอยแยกบริเวณรอยต่อ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักทำให้น้ำฝนรั่วซึมเข้าสู่ตัวบ้าน ความเสียหายต่อระบบสาธารณูปโภค: การทรุดตัวที่แตกต่างกันอาจทำให้ท่อประปาหรือท่อระบายน้ำที่ฝังใต้ดินแตกร้าวจากการถูกดึงรั้ง ข้อดีของการแยกโครงสร้าง (Expansion Joint) อิสระในการเคลื่อนตัว: การเว้นระยะห่างช่วยให้โครงสร้างทั้งสองส่วนขยับตัวแยกกันได้อย่างอิสระโดยไม่ดึงรั้งกัน ความปลอดภัยในระยะยาว: ช่วยป้องกันความเสียหายรุนแรงต่อโครงสร้างหลักของบ้าน ซ่อมแซมได้ง่าย: หากเกิดการทรุดตัวในอนาคต การซ่อมแซมจะทำได้เฉพาะจุด ไม่กระทบต่อตัวอาคารหลัก คำแนะนำในการต่อเติมด้วย “เสาเข็มสปันไมโครไพล์” เพื่อให้การต่อเติมมีความมั่นคงสูงสุดและลดปัญหาการทรุดตัว แนะนำให้ปฏิบัติดังนี้ครับ: แยกโครงสร้างให้ขาด 100%: ควรเว้นช่องว่างระหว่างบ้านเดิมกับส่วนต่อเติมประมาณ 1-2 ซม. แล้วใช้วัสดุยืดหยุ่น (Sealant) อุดรอยต่อเพื่อกันน้ำ ใช้เสาเข็มลึกเท่าตัวบ้านเดิม: การเลือกใช้ เสาเข็มสปันไมโครไพล์ (Spun Micro Pile) […]

ส่วนต่อเติมข้างบ้าน ยึดกับตัวบ้านเดิมได้ไหม? มีข้อดีข้อเสียอย่างไร ขอคำแนะนำ? 

611 ส่วนต่อเติมข้างบ้าน ยึดกับตัวบ้านเดิมได้ไหม? มีข้อดีข้อเสียอย่างไร ขอคำแนะนำ?  สำหรับการต่อเติมข้างบ้าน ไม่แนะนำให้ยึดโครงสร้างส่วนต่อเติมติดกับตัวบ้านเดิม อย่างเด็ดขาดครับ โดยทางวิศวกรรมแนะนำให้แยกโครงสร้างทั้งสองส่วนออกจากกันอย่างอิสระเพื่อให้บ้านมีความมั่นคงในระยะยาว ซึ่งมีรายละเอียดข้อดี-ข้อเสีย และคำแนะนำดังนี้ครับ ทำไมไม่ควรยึดส่วนต่อเติมติดกับตัวบ้านเดิม? การทรุดตัวไม่เท่ากัน (Differential Settlement): บ้านเดิมที่สร้างมานานแล้วมักจะหยุดทรุดหรือทรุดตัวน้อยมาก ในขณะที่ส่วนต่อเติมใหม่จะเริ่มกระบวนการทรุดตัวตามน้ำหนักที่กดทับลงบนชั้นดินใหม่ โครงสร้างดึงรั้งกัน: หากยึดติดกัน เมื่อส่วนต่อเติมทรุดลงจะดึงรั้งโครงสร้างบ้านเดิมให้เกิดรอยแตกร้าวเฉียง (รอยร้าวอันตราย) บริเวณผนังหรือคาน และอาจทำให้ระบบท่อประปาใต้ดินแตกหักเสียหายได้ น้ำรั่วซึม: รอยแยกที่เกิดจากการดึงรั้งกันมักเป็นช่องทางให้น้ำฝนรั่วซึมเข้าสู่ตัวบ้านและสร้างความเสียหายต่อฝ้าเพดานหรือเฟอร์นิเจอร์ภายใน ข้อดีของการแยกโครงสร้าง (Expansion Joint) อิสระในการทรุดตัว: ทั้งสองโครงสร้างสามารถขยับตัวได้เป็นอิสระตามธรรมชาติโดยไม่ส่งผลกระทบต่อกัน รักษามูลค่าบ้านเดิม: ป้องกันไม่ให้บ้านเดิมเกิดความเสียหายทางโครงสร้างที่แก้ไขได้ยากและมีค่าใช้จ่ายสูง ซ่อมแซมง่าย: หากส่วนต่อเติมมีการทรุดตัวในอนาคต สามารถแก้ไขเฉพาะจุดได้โดยไม่กระทบถึงโครงสร้างหลักของบ้าน คำแนะนำ: การเลือกใช้ “เสาเข็มสปันไมโครไพล์” สำหรับงานต่อเติม เพื่อให้การต่อเติมข้างบ้านมีความมั่นคงสูงสุดและลดผลกระทบต่อบ้านเดิม การเลือกใช้ เสาเข็มสปันไมโครไพล์ (Spun Micro Pile) เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดด้วยเหตุผลดังนี้ครับ: ตอกชิดกำแพงเดิมได้: ปั้นจั่นมีขนาดกะทัดรัด (สูงไม่เกิน 3 เมตร) สามารถเข้าทำงานในที่แคบและตอกเสาเข็มได้ชิดผนังบ้านเดิมหรือแนวกระจกได้โดยไม่ทำให้โครงสร้างเดิมแตกร้าว แรงสั่นสะเทือนต่ำ: เนื่องจากเสาเข็มมีรูกลมกลวงตรงกลาง ช่วยลดแรงดันดินและแรงสั่นสะเทือนขณะตอกได้ดีเยี่ยม […]