581 สปันไพล์ คืออะไร? ต่างกันกับเสาเข็มไม่มีการสปันอย่างไรบ้าง? เสาเข็มสปันไมโครไพล์ (Spun Micro Pile) คือ เสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็กชนิดเล็กที่มีลักษณะเด่นคือ มีรูกลวงตรงกลาง ซึ่งผลิตด้วยกรรมวิธีการใช้ แรงเหวี่ยงความเร็วสูง (Centrifugal Force) ในแบบหล่อที่แข็งแรง คำว่า “สปัน” (Spun) มาจากกระบวนการปั่นหรือเหวี่ยงคอนกรีวเหลวในแบบหล่อด้วยเครื่องจักรเทคโนโลยีจากเยอรมันประมาณ 10 นาที จนได้เนื้อคอนกรีตที่หนาแน่น แข็งแกร่ง และมีผิวเรียบขัดมันสวยงาม ข้อแตกต่างระหว่างเสาเข็มสปันและเสาเข็มที่ไม่มีการสปัน (เสาเข็มหล่อทั่วไป/เสาเข็มไอ) มีรายละเอียดดังนี้: กระบวนการผลิตและความแข็งแกร่ง เสาเข็มสปันไมโครไพล์: ใช้แรงเหวี่ยงความเร็วสูงทำให้เนื้อคอนกรีตถูกอัดแน่นมากกว่าการหล่อแบบปกติ ส่งผลให้มีความแข็งแกร่งสูงกว่าเสาเข็มไมโครไพล์ทั่วไปถึง 10 เท่า เสาเข็มไม่มีการสปัน (Micropile ทั่วไป): ใช้วิธีการเทคอนกรีตลงในแบบหล่อแล้วรอให้แห้ง (Cast-in-place) ซึ่งเนื้อคอนกรีตจะมีความหนาแน่นน้อยกว่า พฤติกรรมขณะติดตั้งและความสั่นสะเทือน เสาเข็มสปันไมโครไพล์: รูกลวงตรงกลางช่วย ลดการแทนที่ของดิน และลดแรงดันดินขณะตอก โดยดินจะถูกดันขึ้นมาในรูกลวง ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนน้อยมาก ไม่กระทบต่ออาคารข้างเคียง เสาเข็มไม่มีการสปัน: มีลักษณะตัน ทำให้เกิดการแทนที่ดินมากกว่า ส่งผลให้มี แรงสั่นสะเทือนขณะตอกสูงกว่า เสาเข็มแบบสปัน การรับน้ำหนักและรูปทรง […]
Author Archives: admin
580 เสาเข็มสปัน คืออะไร? ต่างกันกับเสาเข็มไม่มีการสปันอย่างไรบ้าง? เสาเข็มสปันไมโครไพล์ (Spun Micro Pile) คือ เสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดเล็กที่มีลักษณะ รูกลวงตรงกลาง ซึ่งเกิดจากกระบวนการผลิตด้วย เทคโนโลยีการใช้แรงเหวี่ยง (Spun) ในแบบหล่อที่หมุนด้วยความเร็วสูง. กรรมวิธีนี้ทำให้คอนกรีตมีความหนาแน่นสูงและมีความแข็งแกร่งมากกว่าคอนกรีตที่หล่อด้วยวิธีธรรมดาถึง 10 เท่า. โดยคำว่า “Spun” หมายถึง การปั่นหรือเหวี่ยง ส่วน “Micro” หมายถึง ขนาดเล็ก และ “Pile” หมายถึง เสาเข็ม. ความแตกต่างระหว่างเสาเข็มสปันและเสาเข็มที่ไม่มีการสปัน (เช่น เสาเข็มไอไมโครไพล์ทั่วไป) มีรายละเอียดดังนี้: กระบวนการผลิต: เสาเข็มสปันผลิตโดยใช้แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง (Centrifugal Force) ในขณะที่เสาเข็มทั่วไปใช้วิธีการเทคอนกรีตลงในแม่แบบสำเร็จรูป (Cast-in-place) แล้วรอให้แห้ง. ความแข็งแรง: ด้วยแรงเหวี่ยงความเร็วสูงทำให้เนื้อคอนกรีตของเสาเข็มสปันมีความหนาแน่นและรับแรงกดอัดได้สูงกว่าเสาเข็มรูปแบบอื่นที่มีหน้าตัดเท่ากัน. รูกลวงตรงกลาง: เสาเข็มสปันจะมีรูกลวงตลอดแนว ซึ่งช่วย ลดการสั่นสะเทือนขณะตอก เนื่องจากดินจะขึ้นทางรูกลวง ช่วยลดแรงดันของดินและลดผลกระทบต่ออาคารข้างเคียง. ส่วนเสาเข็มทั่วไปมักจะเป็นแบบตันซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนได้มากกว่า. คุณภาพและราคา: เสาเข็มสปันมีการขัดมันผิวคอนกรีตสวยงาม ได้มาตรฐานวิศวกรรมที่สูงกว่า จึงมีคุณภาพและราคาที่สูงกว่าเสาเข็มไมโครไพล์ทั่วไป . […]
579 เลือกฐานรากแบบไหนดี? (ก่อสรางบ้านชั้น เดียวมีงบจำกัด แนะนำฐานรากแผ่ (Spread Footing) หากพื้นที่เป็นดินเดิมที่แน่นหนา แต่หากเป็นพื้นที่ดินอ่อนควรใช้เสาเข็ม) การเลือกประเภทฐานรากสำหรับบ้านชั้นเดียวที่มีงบประมาณจำกัด ควรพิจารณาจากสภาพชั้นดินและน้ำหนักของอาคารเป็นหลักเพื่อให้เกิดความปลอดภัยและประหยัดที่สุด ฐานรากแผ่ (Spread Footing): ทางเลือกสำหรับดินแข็งและงบประหยัด ความเหมาะสม: เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ชั้นดินบนมีความแข็งแรงมากพอที่จะรับน้ำหนักได้โดยตรง เช่น ดินลูกรัง ดินดาน หรือหินผุ ข้อดี: ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากเนื่องจากไม่ต้องเสียค่าเสาเข็มและการตอก นอกจากนี้ยังก่อสร้างได้รวดเร็วและไม่ต้องใช้เครื่องจักรหนักในการติดตั้ง มาตรฐานการก่อสร้าง: ตามกฎหมายและมาตรฐานวิศวกรรม ฐานรากแผ่ต้องมีความหนาไม่น้อยกว่า 20 เซนติเมตร และต้องฝังลึกจากผิวดินเดิมไม่น้อยกว่า 1 เมตร เพื่อป้องกันการกัดเซาะและการเคลื่อนตัวของหน้าดิน ฐานรากเสาเข็ม (Pile Foundation): ทางเลือกสำหรับพื้นที่ดินอ่อน ความเหมาะสม: หากพื้นที่ก่อสร้างเป็น ดินอ่อน (เช่น ดินเหนียวในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล) หรือดินที่มีการยุบตัวสูง จำเป็นต้องใช้ฐานรากเสาเข็มเพื่อถ่ายน้ำหนักผ่านชั้นดินอ่อนลงไปยังชั้นดินแข็งด้านล่าง ความสำคัญ: การใช้เสาเข็มจะช่วยป้องกันปัญหาอาคารทรุดตัวไม่เท่ากัน (Differential Settlement) ซึ่งเป็นสาเหตุให้โครงสร้างแตกร้าว ประตูหน้าต่างติดขัด หรือบ้านทรุดเอียงในระยะยาว ตัวเลือกเสาเข็ม: สำหรับบ้านชั้นเดียวทั่วไป นิยมใช้เสาเข็มตอกคอนกรีตอัดแรงรูปตัวไอ […]
578 ฐานราก เสาเข็ม และฐานแผ่ มีกี่แบบ? เลือกแบบไหนเหมาะกับการสร้างบ้าน? ฐานราก (Foundation) คือส่วนโครงสร้างที่อยู่ล่างสุดของอาคาร ทำหน้าที่รับน้ำหนักทั้งหมดจากเสาและตอม่อแล้วถ่ายเทลงสู่ชั้นดินอย่างปลอดภัย โดยสามารถแบ่งประเภทและลักษณะการใช้งานที่เหมาะกับการสร้างบ้านได้ดังนี้: ประเภทของฐานราก ตามมาตรฐานวิศวกรรม ฐานรากแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ตามลักษณะการถ่ายน้ำหนักและความลึก ฐานรากตื้น หรือ ฐานรากแผ่ (Shallow Foundation): เป็นฐานรากที่วางอยู่บนชั้นดินระดับตื้น (ลึกไม่เกิน 2-3 เมตร) โดยถ่ายน้ำหนักลงสู่ชั้นดินที่รองรับใต้ฐานโดยตรง แบ่งเป็น: ฐานแผ่เดี่ยว (Isolated Footing): รองรับเสาเพียงต้นเดียว นิยมใช้มากที่สุดสำหรับบ้านพักอาศัย ฐานแผ่ร่วม (Combined Footing): รองรับเสาตั้งแต่ 2 ต้นขึ้นไปที่อยู่ชิดกันจนไม่สามารถทำฐานแยกได้ ฐานรากต่อเนื่อง (Continuous Footing): ทำเป็นแนวยาวเพื่อรองรับผนังหรือกำแพงรับน้ำหนัก ฐานรากแพ (Mat/Raft Foundation): เป็นแผ่นคอนกรีตขนาดใหญ่ผืนเดียวรองรับเสาทุกต้นของอาคาร เหมาะกับพื้นที่ดินอ่อนหรืออาคารสูง ฐานรากลึก หรือ ฐานรากเสาเข็ม (Deep Foundation): เป็นฐานรากที่ใช้ เสาเข็ม […]
577 ฐานรากแผ่ ต้องมี “เหล็กเสริม” อะไรบ้าง? เหล็กเสริมตะแกรงล่าง,เหล็กเดือย , เหล็กปลอกเสาในฐานราก, เหล็กเสริมพิเศษ (กรณีฐานรากขนาดใหญ่) สำหรับการก่อสร้างฐานรากแผ่ (Spread Footing) ซึ่งเป็นโครงสร้างส่วนที่ทำหน้าที่ถ่ายน้ำหนักจากเสาลงสู่ดินโดยตรง การจัดวาง “เหล็กเสริม” ที่ถูกต้องมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของอาคาร โดยประกอบด้วยเหล็กเสริมหลักๆ ดังนี้ครับ: เหล็กเสริมตะแกรงล่าง (Bottom Mesh Reinforcement) ในฐานรากแผ่เดี่ยว แรงดันดินจากด้านล่างจะทำให้ฐานรากพยายามแอ่นตัวขึ้นในลักษณะคานยื่นออกไปทั้งสองข้าง ทำให้เกิดแรงดึงขึ้นที่บริเวณส่วนล่างของฐานราก ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเสริมเหล็กตะแกรงที่ด้านล่างของฐานรากเพื่อต้านทานแรงดึงนี้ โดยเหล็กตะแกรงล่างนี้มักจะทำจากเหล็กข้ออ้อย (DB) เนื่องจากมีบั้งที่ช่วยยึดเกาะกับเนื้อคอนกรีตได้ดีกว่าเหล็กเส้นกลม เหล็กเดือย (Dowel Bars) เหล็กเดือยคือส่วนของเหล็กยืนจากเสาตอม่อที่ยื่นลงมาถึงตะแกรงเหล็กด้านล่างของฐานรากแล้วแผ่ออกโดยรอบ ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมต่อโครงสร้างเสากับฐานรากเพื่อส่งผ่านน้ำหนักบรรทุกจากเสาลงสู่ฐานรากได้อย่างสมบูรณ์ โดยทั่วไปเหล็กที่ยื่นขึ้นมาเพื่อทาบกับเสาตอม่อชั้นบน (ระยะทาบเหล็ก) มักจะยาวประมาณ 40-50 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางเหล็กเส้นเพื่อให้ถ่ายแรงได้อย่างต่อเนื่อง เหล็กปลอกเสาในฐานราก (Column Stirrups in Foundation) นอกจากเหล็กยืนเสาแล้ว ภายในส่วนของเสาที่ฝังอยู่ในฐานรากยังต้องมีเหล็กปลอกรัดรอบเหล็กยืนเสาด้วย เหล็กปลอกทำหน้าที่รัดเหล็กยืนไม่ให้โก่งตัวเมื่อต้องรับน้ำหนักในแนวดิ่ง และช่วยเพิ่มความเหนียวให้กับโครงสร้างคอนกรีต ในกรณีฐานรากที่มีเสาเข็มต้นเดียว เหล็กปลอกมักจะถูกจัดวางให้ถี่เป็นพิเศษเพื่อช่วยกอดรัดเนื้อคอนกรีตและป้องกันการฉีกขาดของฐานรากจากการงัดของหัวเสาเข็ม เหล็กเสริมพิเศษ (กรณีฐานรากขนาดใหญ่) สำหรับฐานรากที่มีขนาดใหญ่หรือมีลักษณะเป็นฐานรากร่วม […]
576 ฐานรากคืออะไร สำคัญอย่างไรต่อการก่อสร้างบ้านอย่างไร? (ป้องกันการทรุดตัว ทำหน้าที่ยึดโครงสร้างตัวบ้านให้ตั้งตรง มั่นคง ทนทานต่อแรงลมหรือแผ่นดินไหว) ฐานราก (Foundation) คือ องค์ประกอบหลักของอาคารในแนวราบซึ่งอยู่ส่วนล่างสุดและมักจะฝังอยู่ใต้ผิวดิน ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างส่วนที่สัมผัสกับดินเพื่อรับน้ำหนักบรรทุกทั้งหมดของอาคาร ทั้งน้ำหนักคงที่จากตัวโครงสร้างเองและน้ำหนักจรจากการใช้งาน แล้วทำหน้าที่ถ่ายเทและกระจายน้ำหนักเหล่านั้นลงสู่ดินฐานรากโดยตรง หรือถ่ายผ่านเสาเข็มลงสู่ชั้นดินที่แข็งแรงในระดับลึก ความสำคัญของฐานรากต่อการก่อสร้างบ้านมีหลายประการ ดังนี้: ป้องกันการทรุดตัว: ฐานรากทำหน้าที่กระจายน้ำหนักให้สมดุลและสอดคล้องกับความสามารถในการรับน้ำหนักของดินในพื้นที่นั้นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทรุดตัวไม่เท่ากัน (Differential Settlement) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โครงสร้างบ้านบิดเบี้ยว ผนังแตกร้าว หรือเกิดความเสียหายรุนแรงจนอาคารพังทลาย ยึดโครงสร้างให้ตั้งตรงและมั่นคง: ฐานรากที่ได้มาตรฐานจะช่วยพยุงให้ตัวบ้านตั้งตรงอย่างมั่นคง แข็งแรงเพียงพอที่จะรับน้ำหนักตัวบ้านเองและน้ำหนักจากการใช้งานตามปกติได้อย่างปลอดภัย ทนทานต่อแรงลมและแผ่นดินไหว: นอกจากน้ำหนักในแนวดิ่งแล้ว ฐานรากยังถูกออกแบบมาเพื่อให้โครงสร้างสามารถต้านทานแรงกระทำทางด้านข้าง เช่น แรงปะทะจากลมพายุ หรือแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ช่วยให้บ้านมีความเสถียรและไม่พลิกคว่ำหรือเสียหายเมื่อเผชิญกับภัยธรรมชาติ เหมาะสมกับสภาพชั้นดิน: วิศวกรจะเลือกประเภทฐานรากให้เหมาะกับสภาพดิน หากเป็นดินแข็งระดับตื้นจะใช้ฐานรากแผ่ (Shallow Foundation) แต่หากเป็นดินอ่อนที่รับน้ำหนักได้น้อยจะใช้ฐานรากเสาเข็ม (Deep Foundation) เพื่อถ่ายน้ำหนักลงสู่ชั้นดินดานหรือชั้นทรายที่แข็งแรงกว่า สรุปท้ายบทความ ฐานราก คือหัวใจสำคัญที่สุดของความมั่นคงปลอดภัยในอาคารทั้งหลัง ทำหน้าที่เปรียบเสมือนจุดเชื่อมต่อที่ถ่ายเทน้ำหนักทั้งหมดของบ้านลงสู่ชั้นดินอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการทรุดตัวเอียง ยึดโครงสร้างให้ตั้งตรงมั่นคง และสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวอาคารสามารถทนทานต่อแรงลมหรือแผ่นดินไหวได้อย่างปลอดภัยตามมาตรฐานวิศวกรรม
575 เสาเข็มสปันไมโครไพล์ช่วยเสริมฐานรากอาคารหรือบ้านได้อย่างไร? เสาเข็มสปันไมโครไพล์ช่วยเสริมฐานรากอาคารหรือบ้านโดยทำหน้าที่รับน้ำหนักของโครงสร้างและถ่ายเทแรงลงสู่ชั้นดินที่แข็งแรงหรือชั้นดินดานที่อยู่ระดับลึก ในกรณีของอาคารที่เกิดปัญหาการทรุดตัวหรือต้องการเสริมความมั่นคง สามารถใช้วิธีการเสริมฐานราก (Underpinning) โดยการตอกเสาเข็มชนิดนี้เพิ่มเติมเพื่อพยุงโครงสร้างและหยุดยั้งการทรุดตัวอย่างถาวร จุดเด่นที่ช่วยในการเสริมฐานราก มีรายละเอียดดังนี้: การเข้าทำงานในพื้นที่จำกัด: เนื่องจากใช้ปั้นจั่นขนาดเล็กที่มีความสูงเพียงประมาณ 3 เมตร ทำให้สามารถเข้าทำงานในพื้นที่แคบ ชิดผนัง หรือภายในตัวบ้านที่มีเพดานต่ำได้ ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่เสาเข็มขนาดใหญ่ไม่สามารถทำได้ แรงสั่นสะเทือนต่ำ: กระบวนการผลิตด้วยแรงเหวี่ยง (Spun) ทำให้เสาเข็มมีรูกลมกลวงตรงกลาง ซึ่งช่วยลดแรงต้านของดินและลดแรงสั่นสะเทือนในขณะตอกลงได้มาก จึงไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเดิมของบ้านหรืออาคารข้างเคียงให้เกิดการแตกร้าว ตอกได้ลึกถึงชั้นดินดาน: เสาเข็มชนิดนี้มีความยาวท่อนละ 1.5 เมตร ซึ่งสามารถนำมาเชื่อมต่อกันและตอกลงไปจนถึงชั้นดินแข็งได้จริง ทำให้ส่วนที่เสริมใหม่มีความมั่นคงเท่ากับฐานรากเดิมของตัวบ้านหลัก ความแข็งแกร่งและการรับน้ำหนัก: เนื้อคอนกรีตมีความหนาแน่นสูงและแข็งแกร่งกว่าเสาเข็มหล่อทั่วไป ทำให้รับน้ำหนักได้สูงถึง 20-50 ตันต่อต้น และสามารถรับน้ำหนักได้ทันทีหลังติดตั้งเสร็จ ลดปัญหาการทรุดตัวไม่เท่ากัน: สำหรับงานต่อเติม การใช้เสาเข็มที่ลงลึกถึงชั้นดินแข็งระดับเดียวกับบ้านเดิมจะช่วยป้องกันรอยแยกจากการทรุดตัวดึงรั้งระหว่างโครงสร้างเก่าและใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สรุปท้ายบทความ เสาเข็มสปันไมโครไพล์เป็นทางเลือกสำคัญในการเสริมฐานรากและแก้ไขปัญหาบ้านทรุด ด้วยคุณสมบัติที่สามารถติดตั้งในพื้นที่แคบได้โดยมีแรงสั่นสะเทือนต่ำ และตอกได้ลึกถึงชั้นดินดานเพื่อให้รับน้ำหนักได้อย่างมั่นคง จึงช่วยเพิ่มความปลอดภัยและอายุการใช้งานให้กับอาคารโดยไม่กระทบกระเทือนโครงสร้างเดิม
574 การเสริมฐานรากคืออะไร? ใช้เสาเข็มสปันไมโครไพล์ดีไหม? การเสริมฐานราก (Underpinning) คือ วิธีการทางวิศวกรรมที่ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาอาคารหรือบ้านที่เกิดการทรุดตัว โดยการเพิ่มเสาเข็มใหม่เข้าไปใต้ฐานรากเดิมเพื่อช่วยพยุงและถ่ายเทน้ำหนักอาคารลงสู่ชั้นดินที่แข็งแรงกว่า กระบวนการนี้เป็นการแก้ที่ต้นเหตุเพื่อหยุดการทรุดตัวอย่างถาวรและป้องกันไม่ให้อาคารเกิดความเสียหายหรือฉีกขาดรุนแรงขึ้น การใช้เสาเข็มสปันไมโครไพล์สำหรับการเสริมฐานรากนั้น “ดีและเหมาะสมอย่างยิ่ง” โดยมีเหตุผลสำคัญดังนี้: ทำงานในพื้นที่จำกัดได้ดีเยี่ยม: ด้วยเครื่องตอกขนาดกะทัดรัด (ปั้นจั่นสูงไม่เกิน 3 เมตร) ทำให้สามารถเข้าไปตอกในพื้นที่แคบ ใต้ถุนอาคาร หรือจุดที่เครื่องจักรขนาดใหญ่เข้าไม่ถึงได้อย่างสะดวก แรงสั่นสะเทือนต่ำมาก: ลักษณะรูกลวงตรงกลางของเสาเข็มสปันไมโครไพล์ช่วยลดแรงดันดินและลดแรงสั่นสะเทือนขณะตอก ทำให้ไม่กระทบกระเทือนจนโครงสร้างบ้านเดิมหรือบ้านข้างเคียงเกิดรอยร้าวเพิ่มขึ้น ตอกได้ลึกถึงชั้นดินแข็งจริง: สามารถเชื่อมต่อเสาเข็มแต่ละท่อนด้วยการเชื่อมไฟฟ้าและตอกลงไปได้เรื่อยๆ จนกว่าปลายเข็มจะหยั่งถึงชั้นดินดาน (ความลึกประมาณ 18-21 เมตรขึ้นไป) เพื่อให้รับน้ำหนักได้อย่างมั่นคงสูงสุด รับน้ำหนักได้สูงและทันที: เสาเข็มชนิดนี้ผ่านกระบวนการปั่นแรงเหวี่ยง (Spun) ทำให้คอนกรีตมีความหนาแน่นและแข็งแกร่งสูงกว่าเสาเข็มทั่วไป โดยสามารถรับน้ำหนักปลอดภัยได้ถึง 20-50 ตันต่อต้น (ตามขนาดหน้าตัด) และรับน้ำหนักได้ทันทีหลังติดตั้งเสร็จ หน้างานสะอาด: การติดตั้งไม่มีดินโคลนเลอะเทอะ ไม่ต้องขนดินทิ้งเหมือนเสาเข็มเจาะ ทำให้หน้างานมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย สรุปท้ายบทความ การเสริมฐานรากคือกระบวนการซ่อมแซมเพื่อหยุดปัญหาบ้านทรุด โดยการติดตั้งเสาเข็มใหม่เพื่อถ่ายน้ำหนักอาคารลงสู่ชั้นดินที่มั่นคง ซึ่ง เสาเข็มสปันไมโครไพล์เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุด เนื่องจากมีคุณสมบัติเด่นที่ตอกได้ลึกถึงชั้นดินแข็ง รับน้ำหนักได้มหาศาล และทำงานในที่แคบได้โดยมีแรงสั่นสะเทือนต่ำ จึงช่วยปกป้องโครงสร้างเดิมของอาคารให้มีความมั่นคงถาวรโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติมครับ
573 การเสริมฐานรากที่นิยมมีกี่วิธี? (มีวิธีหลัก 3 คือ ตอกเสาเข็มสปันไมโครไพล์ข้างฐานรากเดิม, การขยายฐานรากให้กว้างขึ้น, และการฉีดอัดปูนหรือเรซินใต้ฐานรากเดิม) การเสริมฐานราก (Underpinning) เป็นกรรมวิธีทางวิศวกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาอาคารทรุดตัวหรือเพื่อเพิ่มกำลังรับน้ำหนักให้กับฐานรากเดิม โดยมี 3 วิธีหลักที่ได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน ดังนี้ครับ: การตอกเสาเข็มสปันไมโครไพล์ข้างฐานรากเดิม วิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุดในการแก้ปัญหาบ้านทรุดที่ต้นเหตุ โดยวิศวกรจะทำการกดหรือตอก เสาเข็มสปันไมโครไพล์ เพิ่มเติมลงไปข้างฐานรากเดิมจนถึงชั้นดินแข็ง (Solid Strata) ข้อดีของวิธีนี้คือเสาเข็มสปันไมโครไพล์มีหน้าตัดกลมกลวงซึ่งช่วยลดแรงสั่นสะเทือนขณะตอกได้ดี จึงไม่กระทบต่อโครงสร้างเดิมของอาคาร และสามารถทำงานในพื้นที่แคบใต้ถุนอาคารหรือในอาคารได้เนื่องจากใช้ปั้นจั่นขนาดเล็ก เมื่อตอกเสร็จจะมีการหล่อคอม้าหรือฐานรากใหม่เชื่อมเข้ากับเสาเดิมเพื่อถ่ายน้ำหนักลงสู่เสาเข็มชุดใหม่นี้ การขยายฐานรากให้กว้างขึ้น (Foundation Enlargement) ในกรณีที่ต้องการเพิ่มกำลังรับน้ำหนักบรรทุกหรือเมื่อมีการเพิ่มจำนวนเสาเข็ม วิศวกรอาจพิจารณาใช้วิธีการ ขยายขนาดฐานราก (Enlarge Pile Cap) วิธีนี้ทำได้โดยการขุดเปิดหน้าดินรอบฐานรากเดิมแล้วทำการเสริมเหล็กและเทคอนกรีตเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มพื้นที่หน้าตัดของฐานราก การขยายฐานรากช่วยให้การกระจายน้ำหนักลงสู่ชั้นดินหรือกลุ่มเสาเข็มสม่ำเสมอมากขึ้น และในบางกรณีอาจมีการเพิ่มความหนาของฐานรากเพื่อป้องกันแรงเฉือนทะลุ (Punching Shear) ในกรณีที่อาคารต้องรับน้ำหนักมากขึ้นกว่าเดิม การฉีดอัดปูนหรือเรซินใต้ฐานรากเดิม เป็นวิธีการปรับปรุงคุณสมบัติของดินใต้ฐานรากโดยไม่ต้องขุดเจาะโครงสร้างหนัก แบ่งเป็น 2 รูปแบบย่อยที่นิยมคือ: การอัดฉีดน้ำปูน (Pressure Grouting): เป็นการฉีดซีเมนต์เหลวความดันสูงลงใต้ฐานรากเพื่อเติมเต็มโพรงอากาศและอัดดินที่หลวมให้แน่นขึ้น ช่วยให้ฐานรากกลับมายึดเกาะกับดินได้อย่างมั่นคง การฉีดสารโพลียูรีเทน (Polyurethane Injection): เป็นเทคโนโลยีการฉีดสารเรซินความหนาแน่นสูงลงใต้ดิน […]
572 สัญญาณเตือนแบบไหนที่บ่งบอกว่าต้องเสริมฐานราก? (เกิดรอยร้าวเฉียง 45 องศาบนผนัง, ประตู-หน้าต่างปิดไม่สนิท, พื้นแยกตัวจากกำแพง) สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าบ้านกำลังประสบปัญหาฐานรากทรุดตัวและอาจจำเป็นต้องได้รับการ เสริมฐานราก (Underpinning) เพื่อความมั่นคงปลอดภัย มีลักษณะสำคัญที่เจ้าของบ้านสามารถสังเกตได้ดังนี้ครับ รอยร้าวเฉียง ≈ 45 องศาบนผนัง: ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ชัดเจนที่สุดของการทรุดตัวของฐานราก มักพบรอยร้าวใน แนวทแยงมุม หรือแนวเฉียงบริเวณผนัง รอยต่อระหว่างเสาและคาน หรือตามมุมวงกบประตูและหน้าต่าง รอยร้าวลักษณะนี้เกิดจากการที่ฐานรากแต่ละจุดทรุดตัวไม่เท่ากัน (Differential Settlement) ทำให้โครงสร้างบิดตัวและฉีกขาด ประตูและหน้าต่างปิดไม่สนิท: เมื่อโครงสร้างบ้านเกิดการทรุดตัวหรือเอียง จะส่งผลให้วงกบประตูและหน้าต่างเกิดการบิดเบี้ยวตามไปด้วย ทำให้บานประตูหรือหน้าต่างเริ่ม เปิด-ปิดยาก ฝืด หรือปิดไม่สนิท เพราะเกิดการเสียดสีหรือเบียดกับวงกบ พื้นและโครงสร้างแยกตัวจากกัน: สังเกตเห็น พื้นบ้านแยกตัวออกจากผนังหรือเสา อย่างเห็นได้ชัด หรือในกรณีงานต่อเติม จะพบรอยแยกฉีกขาดระหว่างส่วนต่อเติม (เช่น ห้องครัว หรือโรงรถ) กับตัวบ้านหลัก นอกจากนี้อาจพบปัญหาพื้นกระเบื้องโก่งตัวหรือแตกหักจากการทรุดตัวที่ไม่สม่ำเสมอด้วย พื้นดินรอบบ้านยุบตัวจนเกิดโพรง: หากสังเกตเห็นดินรอบอาคารไหลลงไปใต้ถุนบ้าน หรือเห็น แนวเสาเข็มและคานคอดินโผล่พ้นดินมากขึ้น แสดงว่าดินที่รองรับฐานรากเริ่มมีปัญหา ซึ่งอาจนำไปสู่การที่ฐานรากสูญเสียแรงแบกทานและทรุดตัวลงได้ ระบบท่อใต้ดินเสียหาย: ท่อประปาหรือท่อระบายน้ำใต้ดินแตกหักและรั่วซึมบ่อยครั้ง มักเกิดจากการโดนดึงรั้งของโครงสร้างที่ทรุดตัวลงไปกดทับหรือดึงท่อให้ขาดออกจากกัน หากพบสัญญาณเหล่านี้ […]










