สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน
วันนี้ผมจะขออนุญาตมาทำการโพสต์และแชร์ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง ปัญหาและเทคนิคในการทำงานก่อสร้างโครงสร้างประเภทต่างๆ มาฝากเพื่อนๆ ทุกคนนะครับ
วันนี้ผมจะมาตอบคำถามของเพื่อนของผมท่านหนึ่งที่ได้ทำการส่งข้อความเข้ามาทางอินบ็อกซ์เพื่อที่จะปรึกษาเกี่ยวกับงานวิศวกรรมโครงสร้าง ซึ่งตอนแรกที่ผมได้ยินคำถามก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นปัญหาอะไรใหญ่โตนัก แต่ คิดไปคิดมาก็ทำให้นึกไปว่า หากเพื่อนๆ ของเราหลายๆ คนไปเจอเข้ากับตัวเองก็อาจที่จะยังไม่ทราบวิธีในการแก้ปัญหาข้อนี้เช่นกัน ผมจึงตัดสินใจที่จะนำปัญหาข้อนี้มาเล่าสู่กันฟังกับเพื่อนๆ ปัญหาข้อนี้ก็คือ ปัญหาเกี่ยวกับ วิธีในการตรวจสอบจำนวนรอบในการทาสีกันสนิมนะครับ
ตามปกติแล้วหากว่าในงานวิศวกรรมโครงสร้างของเรานั้นมีงานจำพวก วิศวกรรมโครงสร้างเหล็กรูปพรรณ รวมอยู่ด้วย ทั้งนี้เพื่อให้งานวิศวกรรมโครงสร้างเหล็กของเรานั้นมีอายุการใช้งานที่คงทนในระดับที่น่าพึงพอใจ เราก็มักที่จะเห็นว่าผู้ออกแบบงานวิศวกรรมโครงสร้างนั้นๆ ก็มักที่จะทำการกำหนดเอาไว้ในแบบอย่างชัดเจนว่า จะต้องมีการทาผิวของเหล็กรูปพรรณด้วยสีกันสนิมด้วยนะครับ
หากอ้างอิงตาม TOA RED OXIDE ซึ่งเป็นสีกันสนิมเจ้าที่มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายมากเจ้าหนึ่งในบ้านเรา ก็มักที่จะมีการกำหนดเอาไว้ว่า เมื่อสีแห้งแล้วชั้นของสีกันสนิมจะต้องมีความหนาของสีกันสนิมที่มากกว่าหรือเท่ากับ 40 MICRON ซึ่งตามปกตินั้นในการทาสีกันสนิมเพียง 1 รอบ เราจะได้ค่าความหนาของสีกันสนิมโดยเฉลี่ยที่ไม่ค่อยแน่นอนเท่าใดนักนะครับ โดยประมาณแล้วค่าของความหนาในการทาต่อ 1 รอบ ก็จะอยู่ระหว่าง 10 ถึง 30 MICRON ดังนั้นโดยทั่วไปแล้วเราจึงมักที่จะทำการการกำหนดให้ทำการทาผิวเหล็กด้วยสีกันสนิมนั้นอย่างน้อยตั้งแต่ 2 รอบ ขึ้นไป แต่ ปัญหาที่เรามักจะพบก็คือ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ช่างเหล็กได้ทำการทาผิวเหล็กด้วยด้วยสีกันสนิมครบจำนวน 2 รอบ ตามที่เราได้ทำการกำหนดเอาไว้ เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเองนะครับ
เทคนิคที่ผมจะขออนุญาตนำมาแนะนำแก่เพื่อนๆ ในวันนี้ซึ่งถือได้ว่ามีความตรงไปตรงมามากที่สุดเลยก็คือ ทำการตรวจสอบโดยการอาศัยเครื่องมือที่จะทำหน้าที่วัดความหนาของชั้นฟิล์มสีกันสนิมโดยตรงเลยนะครับ ซึ่งในสมัยนี้เจ้าเครื่องมือชนิดนี้มีขนาดที่ค่อนข้างเล็ก กะทัดรัด สามารถที่จะพกพาไปไหนมาไหนได้โดยสะดวก บางยี่ห้อหรือบางรุ่นสามารถที่จะเชื่อมต่อเข้ากันกับแอพพลิเคชั่นของสมาร์ทโฟนได้อีกต่างหาก จึงทำให้การใช้งาน การอ่านค่าต่างๆ ที่ทำการทดสอบได้นั้นสามารถที่จะทำได้ด้วยความง่ายดายมากกว่าแต่ก่อนมากๆ และ หากเจ้าเครื่องนี้ทำงานตามปกติและไม่มีปัญหาใดๆ ก็มักที่จะทำการตรวจสอบค่าชั้นความหนาของสีกันสนิมได้อย่างแม่นยำและให้ผลที่มีความเชื่อถือได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่าก็ต้องเป็นหน้าที่ของวิศวกรผู้ควบคุมงานที่จะต้องหมั่นและมีความขยันในการสุ่มตรวจสอบว่าชั้นความหนาของสีกันสนิมนั้นมีการทาที่ได้ชั้นความหนาที่เพียงพอและทั่วถึงอีกด้วยนะครับ
สำหรับอีกวิธีการหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นวิธีการบ้านๆ ลูกทุ่งๆ หน่อยก็คือ กำหนดให้ใช้สีกันสนิมในการทาทั้ง 2 รอบ นั้นเป็นคนละสีกัน โดยกำหนดให้ทำการทารอบแรกด้วยสีๆ หนึ่ง จากนั้นก็ต้องอาศัยลูกขยันเพื่อทำการตรวจสอบการทาสีในชั้นแรกเสียก่อน เมื่อตรวจสอบเสร็จก็ค่อยทำการสั่งให้ช่างทาสีกันสนิมรอบที่สองด้วยสีอีกสีหนึ่ง ซึ่งหากการทาในรอบที่สองนั้นยังคงเห็นสีที่ทาในรอบแรกอยู่ ก็ต้องถือว่าการทานั้นยังใช้ไม่ได้ ต้องทาจนกว่าจะมองไม่เห็นสีที่ทาไปในชั้นแรก ซึ่งวิธีการนี้ไม่ได้มีการชี้วัดด้วยค่าอะไรที่เป็นระบบระเบียบเท่าใดนัก อาศัยประสบการณ์ของช่างล้วนๆ กันเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นหากเป็นงานที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่หน่อย ที่ต้องการมาตรฐานการทำงานที่ค่อนข้างสูง ผมคิดว่าวิธีการนี้ไม่น่าที่จะมีความเหมาะสมในการนำมาใช้งานนะครับ
หวังว่าความรู้เล็กๆ น้อยๆ ที่ผมได้นำมาฝากแก่เพื่อนๆ ทุกๆ ท่านในวันนี้จะมีประโยชน์ต่อทุกๆ ท่านไม่มากก็น้อย และ จนกว่าจะพบกันใหม่นะครับ
#ปัญหาและเทคนิคในการทำงานก่อสร้างโครงสร้างประเภทต่างๆ
#ปัญหาการตรวจสอบชั้นความหนาในการทาผิวเหล็กด้วยสีกันสนิม
ADMIN JAMES DEAN

