Category Archives: Micropile, Micro Pile

Micropile, Micro Pile, Spun Micropile

คานคอดิน (GROUND BEAM) ควรอยู่สูงจากระดับพื้นดินเท่าไหร่

001.20220324 bhumisiammicropile

คานคอดิน (GROUND BEAM) ควรอยู่สูงจากระดับพื้นดินเท่าไหร่ คือส่วนประกอบโครงสร้างบนดินที่รับน้ำหนักพื้น ผนัง และสิ่งที่อยู่เหนือคานคอดินขึ้นไป แล้วจึงถ่ายน้ำหนักไปยังตอม่อและฐานรากต่อไป การก่อสร้างคานคอดิน แบ่งจากระดับความสูงจากพื้นดินได้ 2 แบบ1. คานคอดินวางอยู่บนระดับดิน เนื่องจากระดับพื้นชั้นล่างอยู่สูงจากระดับดินไม่มากนัก ในการก่อสร้างจึงมักทำเนินดินให้สูงเสมอท้องคานคอดิน และเทลีน(Lean) เพื่อใช้เป็นแบบหล่อท้องคานแทนการใช้ไม้แบบ และใช้ไม้แบบเฉพาะด้านข้างคานทั้งสองด้านคานคอดินอยู่สูงจากระดับดินมากกว่า 1 เมตร ระดับท้องคานคอดินจะสูงจากระดับดินค่อนข้างมาก การก่อสร้างจะต้องใช้ไม้แบบในการหล่อท้องคานคอดิน นอกเหนือจากการใช้ไม้แบบที่ด้านข้างคาน ซึ่งส่งผลเรื่องเวลาในการก่อสร้างรวมถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นด้วยทั้งนี้พื้นบ้านควรจะยกสูงขึ้นเท่าไหร่ พิจารณาได้จากพื้นที่รอบข้าง เช่น ถนนหน้าบ้านเป็นแบบเก่าหรือใหม่ และถ้าหากมีการยกพื้นถนน ที่ดินในจุดที่สร้างบ้านอยู่สูงกว่าพื้นถนนไหม กับอีกเรื่องก็คือน้ำท่วมถนนในบริเวณนั้นหรือไม่ 2. คานคอดินที่พื้นคานอยู่สูงกว่าระดับพื้นดิน จะช่วยให้ระดับพื้นบ้านอยู่สูงขึ้นด้วย ถึงแม้ว่าค่าใช้จ่ายตอนก่อสร้างจะเพิ่มขึ้น แต่ถ้าพิจารณาในหลายๆ ด้านแล้วจะถือว่าคุ้มค่ากว่า เช่นการวางระบบท่อใต้พื้นชั้นล่าง การแก้ปัญหาเรื่องปลวกที่อาจจะเกิดขึ้นภายหลัง รวมไปถึงปัญหาน้ำท่วมขัง การยกพื้นถนนหน้าบ้านที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย ถ้าจะให้ดีที่สุด ระดับพื้นชั้นล่างควรอยู่สูงกว่าระดับถนนอย่างน้อย 1 เมตร ภูมิสยาม ไมโครไพล์ ตอบโจทย์งานก่อสร้าง ที่ต้องการคุณภาพในราคาที่เหมาะสม TPN-ภูมิสยาม (TPN-Bhumisiam) เสาเข็มสปันไมโครไพล์ (Spun Micro Pile): ผู้เชี่ยวชาญการตอกเสาเข็มในพื้นที่จำกัด! […]

การคำนวณหาค่าความแข็งแกร่งของดิน ในรูปของค่าสปริงยืดหยุ่นของฐานรากแบบตื้น

001.20220322 bhumisiammicropile

การคำนวณหาค่าความแข็งแกร่งของดิน ในรูปของค่าสปริงยืดหยุ่นของฐานรากแบบตื้น สำหรับฐานรากประเภทนี้ตัวโครงสร้างของฐานรากเองนั้นจะมีความยืดหยุ่นตัว หรือ สามารถที่จะมีการเคลื่อนตัวได้ หากทำการผนวกเอาวิชาทางด้านวิศวกรรมฐานรากตื้นหรือ SHALLOW FOUNDATION ENGINEERING เข้ากันกับทฤษฎีของโครงสร้างหรือ THEORY OF STRUCTURES สามารถที่จะทำการแทนให้แรงปฏิกิริยา ณ จุดรองรับของฐานรากประเภทนี้อยู่ในรูปแบบของแรงลัพธ์ที่เกิดจากสปริงที่มีความยืดหยุ่นตัวหรือว่า ELASTIC SPRING ได้ ซึ่งแรงลัพธ์ของสปริงที่มีความยืดหยุ่นตัวนี้จะสามารถจำแนกออกได้เป็น 3 แรงหลักๆ ด้วยกันซึ่งได้แก่1. แรงลัพธ์ที่อยู่ในรูปแบบของสปริงในแนวดิ่งที่ตั้งฉากกันกับจุดรองรับหรือ AXIAL FORCE-VERTICAL SPRING2. แรงลัพธ์ที่อยู่ในรูปแบบของสปริงในแนวราบที่วางตัวขนานไปกับจุดรองรับหรือ AXIAL FORCE-HORIZONTAL SPRING3. แรงลัพธ์ที่อยู่ในรูปแบบของสปริงที่จะดัดรอบตัวของจุดรองรับหรือ MOMENT FORCE-ROTATIONAL SPRING การจะทำให้จุดรองรับมีพฤติกรรมที่สามารถรับแรงปฏิกิริยา ณ จุดรองรับได้ครบทั้ง 3 แรงข้างต้นได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับค่าความแข็งแกร่งหรือว่าค่า STIFFNESS ของจุดรองรับแต่ละตัว จะสามารถทำการแบ่งออกได้เป็น 4 ปัจจัยหลักๆ ว่าจะมีสภาพเป็นเช่นใด นั่นก็คือปัจจัยที่ 1 ดินที่อยู่ใต้โครงสร้างฐานรากของเรานั้นจะต้องมีคุณสมบัติทางด้านความแข็งแรงต่อการรับน้ำหนักที่มากเพียงพอปัจจัยที่ 2 การให้รายละเอียดของเหล็กเสริมภายในโครงสร้างฐานรากและตอม่อจะต้องมีความถูกต้องและมีปริมาณที่มากเพียงพอปัจจัยที่ 3 ฐานรากของเรานั้นจะต้องมีขนาดของ ความหนา […]

คอนกรีตงานก่อสร้างทั่วไป

001 concrete 20220215 bhumisiammicropile

คอนกรีตงานก่อสร้างทั่วไป คุณสมบัติคอนกรีตประเภทนี้ ถูกออกแบบส่วนผสมตามค่ากำลังอัดที่อายุ 28 วัน และค่าการยุบตัวสำหรับงานเทคอนกรีตทั่วไป และงานเทคอนกรีตด้วยปั๊ม โดยส่วนผสมแปรผันตามค่าอัตราส่วนน้ำต่อซีเมนต์ รวมทั้งมีการผสมคอนกรีตด้วยสารลดน้ำและหน่วงการก่อตัว ตามมาตรฐาน ASTM C 494 ทำให้คอนกรีตมีความสามารถในการทำงานได้ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงระยะเวลาการทำงานสำหรับงานคอนกรีตที่นานขึ้น ขั้นตอนการทำงานคอนกรีตชนิดนี้เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป และงานเทคอนกรีตที่ต้องใช้คอนกรีตปั๊ม อาทิเช่น อาคารพาณิชย์ บ้านเดี่ยว ทาวเฮาส์ ตึกสูง งานถนน พื้นโรงงาน และลานจอดรถ ที่มีค่าอัตราส่วนน้ำต่อซีเมนต์และค่าการพัฒนากำลังที่เหมาะสมต่อการก่อสร้างโครงสร้างทั่วไป ค่ากำลังอัดของคอนกรีตมีให้เลือกตั้งแต่ 180-450 กก./ตร.ซม. ที่อายุ 28 วัน สำหรับค่าความยุบตัวขนาดต่าง ๆ ตามที่ลูกค้าต้องการ รวมไปถึงคอนกรีตหยาบที่ไม่รับรองค่ากำลังอัด ข้อแนะนำ1. หลีกเลี่ยงการผสมน้ำเพิ่มที่หน้างาน เพราะจะทำให้ส่วนผสมคอนกรีตเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลให้คอนกรีตเกิดการแยกตัว ขณะเทคอนกรีต เกิดปัญหาคอนกรีตเป็นฝุ่นที่ผิวหน้า เกิดปัญหาค่ากำลังอัดต่ำกว่าค่าการรับรอง 2. ในระหว่างการเทคอนกรีต ควรมีการลำเลียงคอนกรีตอย่างเหมาะสม ไม่ปล่อยคอนกรีตจากที่สูง เพื่อป้องกันการแยกตัวของคอนกรีต รวมทั้งการทำคอนกรีตให้แน่น อย่างเหมาะสม เพื่อให้คอนกรีตเข้าแบบหล่อได้อย่างสมบูรณ์ เป็นเนื้อเดียวกัน ไม่เกิดรูพรุนเมื่อคอนกรีตแข็งตัวแล้ว 3. หลังจากที่คอนกรีตแข็งตัวแล้ว […]

เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน HOT ROLLED STEEL

001.20220211 bhumisiammicropile

เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน HOT ROLLED STEEL โดยในประเทศไทยสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม มีอักษรย่อว่า สมอ. ได้มีการออกประกาศเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมหรือมีอักษรย่อว่า มอก. ของเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนก็คือ มาตรฐานเลขที่ มอก. 1227-2539 ส่วนเหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปเย็นก็คือ มาตรฐานเลขที่ มอก. 1228-25349 ทั้งนี้จุดประสงค์ที่ทาง สมอ. ได้ทำการออกประกาศดังกล่าวออกมาก็เพื่อใช้เป็นมาตรฐานบังคับเพื่อให้ทั้ง 3 ฝ่ายดังต่อไปนี้ได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ทางผู้บริโภคทุกๆฝ่ายนั้น ได้รับผลประโยชน์สูงสุด นั่นก็คือ1. ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เหล็กโครงสร้างรูปพรรณมีหน้าที่ต้องทำการผลิตผลิตภัณฑ์เหล็กโครงสร้างรูปพรรณทั้งสองแบบนี้ให้เป็นไปตามมาตรฐาน โดยที่จะต้องมีรายละเอียดต่างๆ ของตัวผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการอนุญาตจากทาง สมอ. เสมอ2. ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กโครงสร้างรูปพรรณมีหน้าที่ต้องทำการจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคทุกๆฝ่าย ที่เข้ามาติดต่อขอเป็นผู้ซื้อผลิตภัณฑ์เฉพาะผลิตภัณฑ์เหล็กโครงสร้างรูปพรรณที่ได้คุณภาพและต้องตรงตามมาตรฐานที่ทาง สมอ. นั้นอนุญาตเสมอ3. ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กโครงสร้างรูปพรรณมีหน้าที่ต้องทำการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กโครงสร้างรูปพรรณที่มีคุณภาพและต้องตรงตามมาตรฐานทาง สมอ. นั้นอนุญาตเสมอ    

เหล็กที่ถูกผลิตขึ้นด้วยกรรมวิธีของเหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปเย็นหรือว่า COLED FORM STEEL

001.20220210 bhumisiammicropile

เหล็กที่ถูกผลิตขึ้นด้วยกรรมวิธีของเหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปเย็นหรือว่า COLED FORM STEEL โดยที่เจ้าเหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปเย็นนั้นก็จะประกอบไปด้วยหน้าตัดเหล็กทั้งหมด 5 แบบ โดยมีประเภทของเหล็กเพียง 1 ชั้นคุณภาพเท่านั้น ซึ่งก็คือเกรด SSC400 โดยวิธีในการตรวจสอบเบื้องต้นว่าเป็นเหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปเย็นหรือไม่ วิธีในการตรวจสอบคือ 1. ตรวจสอบการแสดงเครื่องหมายและฉลากต่างๆ บนเหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปเย็น มีความครบถ้วนหรือไม่2. ตรวจสอบตัวนูนที่แสดงชั้นคุณภาพ และชื่อของผู้ผลิต ชื่อย่อ หรือเครื่องหมายการค้าจดทะเบียน ที่ได้มีการแสดงเอาไว้บนตัวผลิตภัณฑ์ หรือเครื่องหมายการค้า ที่ได้รับอนุญาตจาก สมอ โดยทำการตรวจสอบกับรายชื่อผู้ผลิตที่ได้รับอนุญาตกับทางสถาบัน3. ตรวจสอบลักษณะทั่วๆไปทางกายภาพ ภายนอกของเหล็กรูปพรรณขึ้นรูปเย็นว่าอยู่ในสภาพผิวที่ค่อนข้างจะเรียบเกลี้ยง ไม่มีรอยแตกร้าวหรือรอยปริใดๆ ที่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า4. ตรวจสอบดูเกรดของเหล็กเป็นเกรดเท่าใด เพราะเกรดของเหล็กรูปพรรณขึ้นรูปเย็นนั้นจะมีเพียงแค่เกรดเดียวนั่นก็คือ เหล็กรูปพรรณขึ้นรูปเย็นเกรด SSC400 ทั้งนี้วิธีในการผลิตเหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปเย็น และเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน นั้นมีความแตกต่างกัน ทำให้พฤติกรรมต่างๆ ของตัววัสดุเหล็ก และกรรมวิธีขั้นตอนในการออกแบบเหล็กทั้งสองประเภทมีความแตกต่างจากกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้    

วิธีในการเลือกใช้งาน เสาเข็มแต่ละประเภท เพื่อให้เหมาะสมกับงานก่อสร้างแต่ละงาน

01.20220209 bhumisiammicropile

วิธีในการเลือกใช้งาน เสาเข็มแต่ละประเภท เพื่อให้เหมาะสมกับงานก่อสร้างแต่ละงาน เสาเข็มแต่ละหน้าตัดนั้นจะมีลักษณะและองค์ประกอบที่มีความแตกต่างกัน เช่น เส้นรอบรูป ขนาดพื้นที่หน้าตัด กระบวนการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเสาเข็ม ลักษณะของปลายเสาเข็ม เป็นต้น จะทำให้เสาเข็มแต่ละหน้าตัดมีความเหมาะสมกับชนิดของดิน ที่จะนำไปใช้ตอกแตกต่างกัน จะทำการอ้างอิงถึงเสาเข็มแต่ละชนิดแต่ละหน้าตัด โดยจะมีปลายที่เหมือนๆกัน คือ เป็นปลายแบบ ตัดตรง และจะมีความยาวที่เท่าๆ กัน และหน้าตัดของเสาเข็มแบบใด ที่มีความเหมาะสมต่อการใช้งานกับดินที่มีค่า SPT N-VALUE เป็นเท่าใด จึงจะมีความเหมาะสม และเกิดความคุ้มค่าสูงที่สุด   จะเห็นได้ว่าเมื่อเสาเข็มเป็นปลายแบบ ตัดตรง เสาเข็มทั้ง 3 ชนิดหน้าตัดนี้จะสามารถใช้ทำการตอกผ่านดินที่มีลักษณะ อ่อน ถึง แข็งปานกลาง ได้ และส่วนปลายจะสามารถฝังอยู่ในดินที่มีลักษณะแข็งได้ แต่ไม่ลึกมาก ซึ่งโดยประมาณไม่เกิน 3 เมตร -เสาเข็มทำจาก คอนกรีต ที่มีหน้าตัดเป็น ไอ ที่มีกระบวนการทำงานก่อสร้างตามปกติ จะเหมาะสำหรับดินที่มีค่า SPT N-VALUE สูงสุดอยู่ที่ระหว่าง 25 BLOWS/FT ถึง 35 BLOWS/FT […]

การเลือกใช้งานระบบฐานรากเสาเข็ม

001.การเลือกใช้งานระบบฐานรากเสาเข็ม bhumisiammicropile

การเลือกใช้งานระบบฐานรากเสาเข็ม ในการใช้งานเสาเข็ม เพื่อให้เสาเข็มในอาคารนั้น มีกำลังในการรับน้ำหนักที่สูงที่สุด และมีการทรุดตัวของเสาเข็มที่น้อยที่สุดด้วย หากเลือกระหว่างการเลือกใช้งานระบบ ฐานรากแบบเสาเข็มเดี่ยว SINGLE PILE กับระบบ ฐานรากแบบเสาเข็มกลุ่ม GROUP PILES แนะนำให้ใช้เป็นระบบ ฐานรากแบบเสาเข็มเดี่ยว เพราะ หากเลือกอาศัยระบบ ฐานรากแบบเสาเข็มกลุ่ม จะพบว่า กำลังในการรับน้ำหนักของเสาเข็มกลุ่มนั้นจะมีค่าที่ “น้อยกว่า” หรือ “เท่ากับ” กำลังในการรับน้ำหนักของเสาเข็มเดี่ยวทั้งหมดรวมกัน หากกำหนดให้ค่า Qas เป็น กำลังในการรับน้ำหนักของเสาเข็มแบบเดี่ยวเพียง 1 ต้น ค่า Qag เป็น กำลังในการรับน้ำหนักของเสาเข็มแบบกลุ่ม และ ค่า N เป็นจำนวนทั้งหมดของเสาเข็ม เราจะพบสิ่งที่มีความน่าสนใจประการหนึ่งนั่นก็คือ Qug ≤ N x Qag โดยปัจจัยหลักๆ ที่จะอาจส่งผลโดยตรงต่อสถานะกำลังและการทรุดตัวของเสาเข็มให้มีค่าที่มากหรือน้อยนั่นก็คือ(1) ระยะห่างระหว่างเสาเข็ม ซึ่งตามปกติจะกำหนดให้ระยะห่างของเสาเข็มมีค่าไม่น้อยกว่า 2 ถึง 3 เท่าของขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของเสาเข็ม ขึ้นอยู่กับว่า “ปลาย” ของเสาเข็มนั้นจะมีการวางตัวอยู่บนชั้นดินประเภทใด(2) […]

เสาคอนกรีตเสริมเหล็ก (Reinforced Concrete Columns)

03.เสาเข็มไมโครไพล์ mucropile spun micropile 20220204 bhumisiammicropile e1780540692740

เสาคอนกรีตเสริมเหล็ก (Reinforced Concrete Columns) จะเป็นตัวรับน้ำหนักของอาคาร โดยตัวอาคารจะถ่ายน้ำหนักมาลงที่เสาในแนวดิ่ง และในบางครั้งอาจจะต้องรับโมเมนต์ดัดด้วย ซึ่งเสาจะมีรูปแบบและข้อกำหนดที่แตกต่างกันไป ในการพิจารณาออกแบบเสาจะต้องพิจารณาถึงการรับแรงของเสาและลักษณะปลายยึดของหัวเสาด้วย ลักษณะของเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก สามารถแบ่งโดยสังเขปเป็น 2 ประเภท ดังนี้1. แบ่งตามลักษณะของแรงที่มากระทำ สามารถแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ ดังนี้– เสาคอนกรีตเสริมเหล็กที่รับแรงตามแนวศูนย์กลางแกนเสา– เสาคอนกรีตเสริมเหล็กที่รับแรงเยื้องศูนย์ 2. แบ่งตามขนาดความสูงของเสา สามารถแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ– เสาสั้น คือ เสาที่มีอัตราส่วนความสูงต่อด้านแคบของเสา (เสาสี่เหลี่ยม) หรืออัตราส่วนความสูงต่อเส้นผ่านศูนย์กลางเสา (เสากลม) น้อยกว่า 15– เสายาว คือ เสาที่มีอัตราส่วนความสูงต่อด้านแคบของเสา (เสาสี่เหลี่ยม) หรือ อัตราส่วนความสูงต่อเส้นผ่าศูนย์กลางเสา (เสากลม) มากกว่า 15 ซึ่งความสามารถในการรับน้ำหนักของเสาจะลดลง แหล่งข้อมูล – civilclub.net Miss Spunpile  Bhumisiam (ภูมิสยาม) ภูมิสยาม ไมโครไพล์ ตอบโจทย์งานก่อสร้าง […]

เครื่องมือ และ อุปกรณ์ ที่ใช้ในการทดสอบดินในสนาม

01.20220203 bhumisiammicropile

เครื่องมือ และ อุปกรณ์ ที่ใช้ในการทดสอบดินในสนาม 1. เครื่องมือในการทำ TRIAL PIT TEST PITเป็นเครื่องมือที่ใช้การขุดหลุมโดยใช้แรงงานของคนเป็นหลัก ซึ่งหาได้ง่ายทั่วๆ ไป นิยมใช้กับดินที่ไม่แข็งมากนัก และในความลึกที่ค่อนข้างตื้น ซึ่งจะมีการรบกวนดินที่ค่อนข้างน้อย สามารถเห็นการเรียงตัวของชั้นดินได้โดยง่าย แต่มักพบปัญหาคือ ระดับของน้ำใต้ดินหากว่ามีการขุดที่ลึกกว่า 2 ม. โดยเฉพาะดินทรายทซึ่งจะมีการพังทลายของหลุมเจาะที่ง่ายกว่าดินชนิดอื่นๆ ด้วยเหตุผลข้างต้นเราจึงนิยมใช้วิธีการทดสอบนี้แค่ในการทดสอบดินขั้นต้นเท่านั้น 2. เครื่องมือในการทำ HAND AUGER BORINGเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้ค่อนข้างง่าย และอาศัยแรงหมุนของ AUGER เป็นหลัก เครื่องมือชนิดนี้นิยมใช้อยู่ด้วยกันสองชนิด คือ HELICAL AUGER กับ IWAN หรือ POST-HOLE AUGER นิยมใช้กับดินที่มีแรงยึดเหนี่ยว หรือดินที่มีความเหนียวมากๆ สามารถที่จะเจาะได้ที่ความลึก 5 – 7 ม. โดยการต่อก้านเหล็ก ทั้งนี้ขนาดของหลุมเจาะด้วย AUGER จะมีขนาดโดยประมาณอยู่ที่ 2.50 นิ้ว ถึง 4.00 นิ้ว […]

ความรู้ในเบื้องต้นเกี่ยวกับ โครงสร้างป้องกันไม่ให้ดินพัง หรือ SOIL RETAINING STRUCTURTES

01.20220202 bhumisiammicropile

ความรู้ในเบื้องต้นเกี่ยวกับ โครงสร้างป้องกันไม่ให้ดินพัง หรือ SOIL RETAINING STRUCTURTES จุดประสงค์ของการก่อสร้างโครงสร้างป้องกันไม่ให้ดินพัง คือ การป้องกันการเคลื่อนตัวของมวลดิน ไม่ให้ดินเกิดการเคลื่อนที่เข้ามาสู่ตัวโครงสร้างจนโครงสร้างเกิดการวิบัติขึ้น ทั้งนี้การประยุกต์ใช้โครงสร้างป้องกันไม่ให้ดินพังในทางวิศวกรรรม เช่น งานดินถม งานดินขุด งานสะพาน งานโครงสร้างเพื่อป้องมิให้น้ำท่วม เป็นต้น ซึ่งโดยส่วนมากแล้วโครงสร้างป้องกันไม่ให้ดินพังนั้นมักที่จะก่อสร้างขึ้นในรูปแบบของกำแพงหรือ WALL ที่จะทำหน้าที่ในการกันดิน โดยวัสดุที่นิยมถูกนำมาสร้างมากที่สุดก็คือ คอนกรีต และ เหล็ก ตามลำดับ โดยจำแนกประเภทแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่1. โครงสร้างกำแพงกันดินซึ่งจะอาศัยกลไกจากน้ำหนักของตัวเองในการรับแรง หรือ GRAVITY WALLสาเหตุที่ชื่อของกำแพงชนิดนี้คือ GRAVITY WALL นั่นเป็นเพราะว่า เสถียรภาพของกำแพงกันดินชนิดนี้จะขึ้นอยู่กับน้ำหนักของตัวมันเองเป็นหลัก ซึ่งโดยมากแล้วการก่อสร้างโครงสร้างกำแพงกันดินชนิดนี้จะก่อให้เกิดความสิ้นเปลืองค่อนข้างมาก เพราะตัวกำแพงจะต้องมีขนาดที่มากเพียงพอ ที่จะต้านทานแรงดันของดินที่เข้ามากระทำทางด้านข้างตัวกำแพงกันดินให้ได้ การใช้กำแพงกันดินชนิดนี้อาจจะเหมาะสมกับความสูงของดินที่ไม่มากนัก ซึ่งนั่นคือเหตุผลว่าเพราะเหตุใดเราจึงไม่ค่อยนิยมนำกำแพงชนิดนี้ไปใช้ในการก่อสร้างเพื่อที่จะใช้ต้านทานมวลดินที่มีขนาดมากๆ 2. โครงสร้างกำแพงกันดินแบบยื่นซึ่งจะอาศัยกลไกอื่นๆ ในการรับแรง หรือ CANTILEVER WALLสำหรับกรณีที่กำแพงกันดินมีขนาดความสูงที่มาก ซึ่งพอพิจารณาแล้วก็อาจจะพบว่า การใช้กำแพงกันดินแบบ GRAVITY WALL อาจจะไม่เหมาะสมด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง ซึ่งการที่ดินนั้นมีขนาดความสูงที่มากๆ ก็จะทำให้แรงดันดินทางด้านข้างก็จะมีค่าที่มากตามไปด้วยและก็จะยิ่งมีแนวโน้มที่จะทำให้กำแพงกันดินนั้นเกิดการพลิกคว่ำหรือ […]