Category Archives: วิชาการ

การทดสอบการรับน้ำหนักของเสาเข็มด้วยวิธีพลศาสตร์ (Dynamic Load Test)

การทดสอบการรับน้ำหนักของเสาเข็มด้วยวิธีพลศาสตร์ (Dynamic Load Test) เป็นที่ยอมรับทั่วไปและมีมาตรฐานรองรับ ได้แก่ ASTM D4945-96 นอกจากนั้น การทดสอบดังกล่าวมีข้อดีหลายประการ เช่น 1. สามารถทำการทดสอบได้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ เสาเข็มหลายต้นสามารถทําการทดสอบได้ในวันเดียว 2. ต้องการพื้นที่รอบๆ เสาเข็มไม่มากนักในการเตรียมการทดสอบ 3. ผลการทดสอบให้ข้อมูลที่เพียงพอเกี่ยวกับเสาเข็มในเรื่องของกําลังรับน้ําหนักและความสมบูรณ์ของเสาเข็ม 4. เป็นการทดสอบที่ประหยัดค่าใช้จ่าย อุปกรณ์วัดสัญญาณ จะวัดสัญญาณและแสดงผลในรูปแบบของการเปลี่ยนแปลงแรงเทียบกับเวลาและการเปลี่ยนแปลงความเร็วเทียบกับเวลา โดยอุปกรณ์หลักจะประกอบไปด้วยหัววัดสัญญาณ 2 แบบ ได้แก่ 1. เซนเซอร์ความเครียด (Strain Transducer) 2. เซนเซอร์ความเร็ว (Accelerometer) การทดสอบการรับน้ําหนักของเสาเข็มด้วยวิธีพลศาสตร์ (Dynamic Load Test) 1. ติดตั้ง Strain Transducer และ Accelerometer อย่างละ 2 ชุด จะต้องติดตั้งตําแหน่งบริเวณหัวเสาเข็มบนด้านตรงข้ามซึ่งกันและกัน ตำแหน่งที่ติดตั้งจะต่ำกว่าหัวเสาเข็มประมาณ 1.5 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางของเสาเข็ม บางครั้งขั้นตอนการติดตั้งอาจจะมีความจำเป็นต้องขุดดินบริเวณรอบเสาเข็มซึ่งจุดดังกล่าวจะต้องสะอาดและปราศจากน้ำท่วมขัง 2. ตุ้มน้ำหนักและระยะยก […]

การทดสอบค่ายุบตัวของคอนกรีต (SLUMP TEST) คืออะไร??

การทดสอบค่ายุบตัวของคอนกรีต (SLUMP TEST) คืออะไร?? การทดสอบค่ายุบตัวของคอนกรีต ใช้เพื่อทดสอบหาค่าความข้นเหลวของคอนกรีตในสภาพเหลวโดยใช้วิธีการทดสอบหาค่าการยุบตัว เพื่อตรวจสอบความสามารถเทได้ของคอนกรีต (Workability) ค่ายุบตัวไม่ได้เป็นค่าที่วัดความสามารถเทได้ของคอนกรีตโดยตรง แต่เป็นการวัดความข้นเหลวของคอนกรีต (Consistency) หรือลักษณะการไหลตัวของคอนกรีต (Flow Characteristic) แม้วิธีนี้จะไม่เหมาะสมสำหรับทดสอบคอนกรีตที่เหลว หรือแห้งมากแต่ก็มีประโยชน์อย่างมากและสะดวกสำหรับการควบคุมความสม่ำเสมอของการผลิตคอนกรีตผสมเสร็จ เช่น ในกรณีที่ค่ายุบตัวของคอนกรีตมีค่ามากกว่าปกติที่ออกแบบไว้ แสดงให้เห็นว่าจะต้องมีความผิดปกติเกิดขึ้นในสัดส่วนผสม ขนาดคละหรือความชื้นในมวลรวมซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตคอนกรีตสามารถตรวจสอบและแก้ไขได้ การทดสอบทำโดยตักคอนกรีตใส่ลงในโคนที่มีลักษณะเป็นกรวยยอดตัดให้ได้ 3 ชั้น โดยให้แต่ละชั้นมีปริมาตรเท่ากัน และต้องตำด้วยเหล็กตำทีละชั้นแล้วจึงค่อยๆ ยกโคนขึ้นอย่างช้าๆ คอนกรีตจะยุบตัวลงด้วยน้ำหนักของตัวเอง ความสูงที่ยุบตัวลงของคอนกรีตที่วัดได้ถือว่าเป็นค่ายุบตัวขอบคอนกรีต (ควรใช้เวลาในการทดสอบทั้งหมดไม่เกิน 2:30 นาที) ค่ายุบตัวที่เหมาะสมสำหรับงานก่อสร้างในประเทศไทย คอนกรีตสำหรับงานพื้นถนนสนามบิน ค่ายุบตัวที่เหมาะสม 5.0 เซนติเมตร ± 2.5 คอนกรีตสำหรับงานทั่วไป ค่ายุบตัวที่เหมาะสม 7.5 เซนติเมตร ± 2.5 คอนกรีตสำหรับงานฐานราก ค่ายุบตัวที่เหมาะสม 10.0 เซนติเมตร ± 2.5 คอนกรีตสำหรับงานคอนกรีตปั๊ม ค่ายุบตัวที่เหมาะสม 10.0 เซนติเมตร ± […]

ความรู้และวิธีในการอ่านข้อมูล และการนำข้อมูลจากผลการทดสอบดินหรือ BORING LOG

ความรู้และวิธีในการอ่านข้อมูล และการนำข้อมูลจากผลการทดสอบดินหรือ BORING LOG 1) เพื่อประเมินความเหมาะสมของพื้นที่ ในโครงการก่อสร้าง ขั้นตอนในการทำ BORING LOG เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการทำงานก่อสร้างในโครงการหนึ่งๆ 2) เพื่อให้การออกแบบเป็นไปด้วยความ ประหยัด และ ถูกต้อง ทั้งงานหลักของโครงการ งานก่อสร้างชั่วคราว งานปรับปรุงคุณภาพดิน และการควบคุมน้ำใต้ดิน 3) เพื่อการวางแผนการก่อสร้างที่ดีที่สุด ทั้งการเลือกวิธีก่อสร้าง การคาดคะเนและการแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในงานก่อสร้าง 4) เพื่อการออกแบบที่ดีขึ้นหากมีปัญหาเกิดการวิบัติของ ดิน หรือ โครงสร้างฐานราก หรือ โครงสร้างเสาเข็ม ขึ้น 5) เพื่อทราบแหล่งของ ดิน ที่จะสามารถนำมาใช้ในโครงการก่อสร้าง เพราะการก่อสร้างนั้นจะสามารถที่จะนำดินภายในโครงการก่อสร้างมาใช้ในงานก่อสร้างเพื่อให้เกิดความประหยัดได้ แต่ พอไม่ทำการเจาะสำรวจดิน ก็เลยทำให้เราไม่อาจที่จะทราบได้ว่าลักษณะของดินในโครงการก่อสร้างของเรานั้นมีความเหมาะสมหรือไม่ สามารถที่จะนำมาใช้ ได้ หรือ ไม่ 6) เพื่อเลือกพื้นที่สำหรับการเก็บวัสดุและลำเลียงทิ้งของเสีย หากทำการเจาะสำรวจดินเสียก่อนเราจะพบว่าข้อมูลจากการสำรวจดินจะมีประโยชน์ต่อการตัดสินใจข้อนี้ 7) เพื่อประเมินความปลอดภัยของโครงสร้างขนาดใหญ่ที่มีดินรองรับอยู่ เช่น โครงสร้างเขื่อน เชิงลาดของภูเขา เป็นต้น 8) เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของชั้นดินและสภาพแวดล้อมที่เกิดจากการก่อสร้าง […]

ขั้นตอนและวิธีการตอกเสาเข็มสปันไมโครไพล์ (SPUN MICRO PILE) เสาเข็มเพื่อการต่อเติม

ขั้นตอนการตอก เสาเข็มสปันไมโครไพล์ (Spun Micropile) เสาเข็มเพื่อการต่อเติม เสริมฐานราก และการสร้างใหม่ -ย้ายตัวปั่นจั่นให้เข้าที่ เพื่อให้ตรงกับตำแหน่งที่จะทำการลงเสาเข็มสปันไมโครไพล์ และหลังจากนั้นจะทำการทดสอบโดยการทิ้งลูกดิ่งเพื่อหาจุดศูนย์กลางว่าได้ระยะดิ่งตรงกลางระหว่าง cap pile กับหมุดศูนย์ที่กำหนดไว้หรือไม่ -ทิ้งลูกดิ่งเพื่อหาจุดศูนย์กลางว่าได้ระยะดิ่งตรงกลางระหว่าง cap pile กับหมุดศูนย์ที่กำหนดไว้หรือไม่ -นำเสาเข็มสปันไมโครไพล์ท่อนแรกไปวางในตำแหน่งที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งตรวจสอบความถูกต้องโดยการจับระดับด้วยมาตรวัดระดับน้ำเพื่อให้ได้แนวดิ่ง ทั้งแกน x และ แกน y โดยจะทำการทดสอบกับตัวเสาเข็มสปันไมโครไพล์ -ทดสอบกับตัวปั้นจั่นเพื่อให้แน่ใจว่าได้แนวดิ่งที่ถูกต้องตามที่ต้องการแล้ว และหลังจากนั้นจึงลงมือตอกเสาเข็มสปันไมโครไพล์ท่อนแรกลงไปในดินจนเกือบมิดแล้วจึงนำเสาเข็มสปันไมโครไพล์ ท่อนที่ 2 มาจรดกับเสาเข็มท่อนแรกในแนวตรง แล้วจึงทดสอบด้วยมาตรวัดระดับน้ำอีกครั้ง -หลังจากที่นำเสาท่อนที่ 2 วางจนได้แนวดิ่งที่ตรงกันกับเสาท่อนแรกแล้ว ใช้ cap pile เป็นตัวบังคับไม่ให้เสาท่อนที่ 2 เคลื่อนออกจากตำแหน่ง แล้วจึงทำการลงมือเชื่อมต่อเหล็กที่ขอบของหัวเสาเข็มให้ติดกันโดยเสาเข็มที่นำมาเชื่อมต่อกัน จะต้องมีลักษณะและขนาดของพื้นที่หน้าตัดเท่ากัน -ลักษณะการเชื่อม จะเชื่อมเต็มรอบหัวเสาเข็มสปันไมโครไพล์ -จะเห็นได้ว่าบริเวณหน้างานที่ทำการตอกเสาเข็มแบบสปันไมโครไพล์ จะไม่มีเศษดินที่ลอยขึ้นมาด้านบนจากกรรมวิธีการตอก เนื่องจากว่าเศษดินพวกนั้นจะเข้าไปอยู่ในรูกลมตรงกลางเสาเข็มแทน และสามารถตอกได้ชิดกับผนังได้ Miss Spunpile  Bhumisiam (ภูมิสยาม) บริษัท ภูมิสยาม ซัพพลาย […]

วิธีพิจารณาระยะห่างระหว่างโครงสร้างเสาเข็ม FOUNDATION

วิธีพิจารณาระยะห่างระหว่างโครงสร้างเสาเข็ม ก่อนอื่นจะต้องทราบก่อนว่า กำลังออกแบบให้โครงสร้างฐานรากของเรานั้นมีสมมติฐานเป็นแบบใดระหว่าง “ฐานรากที่มีความอ่อนตัว FLEXIBLE FOUNDATION” หรือว่าเป็น “ฐานรากที่มีความแข็งตัว RIGID FOUNDATION” พอทราบสมมติฐานข้างต้นแล้ว ก็จะมีเกณฑ์ในเรื่องของการคำนวณหาระยะห่างระหว่างโครงสร้างเสาเข็มมากที่สุด หากว่าโครงสร้างฐานรากนั้นเป็นฐานรากที่มีความอ่อนตัว สำหรับกรณีนี้จะไม่มีข้อจำกัดเรื่องระยะห่างระหว่างโครงสร้างเสาเข็มมากที่สุด เพราะโครงสร้างฐานรากก็จะต้องเกิดการเสียรูปได้อยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่มีความจำที่จะต้องทำการคำนึงถึงเรื่องระยะห่างระหว่างโครงสร้างเสาเข็มมากที่สุด หากว่าโครงสร้างฐานรากนั้นเป็นฐานรากที่มีความแข็งตัว สำหรับกรณีนี้จะต้องพิจารณาเรื่องข้อจำกัดในเรื่องระยะห่างระหว่างโครงสร้างเสาเข็มมากที่สุด เพราะว่าเวลาออกแบบโครงสร้างฐานรากโดยอาศัยสมมติฐานนี้นั่น ก็เท่ากับว่ากำลังอาศัยทฤษฎีของแผ่นเปลือกหนาหรือ THICK PLATE อยู่ ซึ่งตามปกติแล้วสำหรับทฤษฎีนี้จะมีข้อกำหนดว่า ควรที่จะใช้อัตราส่วนระหว่างระยะความห่างต่อระยะความหนาหรือ SPAN TO DEPTH RATIO ไม่ควรเกิน 5 หากว่าใช้อัตราส่วนระหว่างระยะความห่างต่อระยะความหนาที่มากกว่านี้ก็เท่ากับว่า เรากำลังทำการเปลี่ยนสมมติฐานที่ใช้ในการออกแบบจากฐานรากที่มีความแข็งตัวเป็นฐานรากที่มีความอ่อนตัว ดังนั้นในเรื่องของระยะห่างระหว่างโครงสร้างเสาเข็มมากที่สุดนั้น จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของตัวโครงสร้างเสาเข็มเหมือนกับกรณีที่เรากำลังพิจารณาในเรื่องระยะห่างระหว่างโครงสร้างเสาเข็มน้อยที่สุดแต่จะไปขึ้นอยู่กับอัตราส่วนระหว่างระยะความห่างต่อระยะความหนาแทนนั่นเอง Miss Spunpile  Bhumisiam (ภูมิสยาม) บริษัท ภูมิสยาม ซัพพลาย จำกัด ผู้นำกลุ่มธุรกิจเสาเข็มสปันไมโครไพล์ รายแรกและรายเดียวในประเทศไทย ที่ได้การรับรองมาตรฐาน ISO 45001:2018 การจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย การให้บริการตอกเสาเข็ม The Provision of Pile Driving […]

ชนิด และ ประเภทของเสาเข็ม สปันไมโครไพล์ Spunmicropile

ชนิด และ ประเภทของเสาเข็ม สปันไมโครไพล์ Spunmicropile เสาเข็มมีมากมายหลายชนิด และหลายประเภทตามรูปแบบการก่อสร้าง โดยเสาเข็ม สปันไมโครไพล์ (SPUN MICRO PILE) ของทางภูมิสยามถูกจำแนกให้อยู่ในประเภท เสาเข็มตอก (DRIVEN PILE) คือ การใช้ปั้นจั่นทำการตอกเสาเข็มลงไปในดินจนได้ความลึกตามที่ต้องการ วิธีการนี้เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากวิธีการก่อสร้างไม่ซับซ้อน และ ค่าใช้จ่ายไม่สูง แต่ในปัจจุบันมักมีปัญหาในการก่อสร้างในพื้นที่ ที่มีอาคารอยู่รอบข้าง อาจเกิดแรงสั่นสะเทือนในการตอก และ การเคลื่อนตัวของดินที่ถูกแทนที่ด้วยเสาเข็ม อาจทำให้เกิดความเสียหายอันเป็นผลกระทบจากการตอกเสาเข็ม แต่เสาเข็มสปันไมโครไพล์ของทางภูมิสยาม ตอบโจทย์ในเรื่องนี้ เพราะแรงสั่นสะเทือนขณะตอกมีน้อย จึงไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นที่ใกล้เคียง ที่อาจทำให้เกิดความเสียหาย [cycloneslider id=”spunmicro-20220110-1″] Miss Spunpile  Bhumisiam (ภูมิสยาม) บริษัท ภูมิสยาม ซัพพลาย จำกัด ผู้นำกลุ่มธุรกิจเสาเข็มสปันไมโครไพล์ รายแรกและรายเดียวในประเทศไทย ที่ได้การรับรองมาตรฐาน ISO 45001:2018 การจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย การให้บริการตอกเสาเข็ม The Provision of Pile Driving […]

ประเภทของฐานราก ทั้งฐานรากชนิดตื้นและชนิดลึก

ประเภทของฐานราก ทั้งฐานรากชนิดตื้นและชนิดลึก มีลักษณะของการก่อสร้างและความสามารถในการรับน้ำหนักที่แตกต่างกัน แบ่งได้ดังนี้ -ฐานแผ่เดี่ยว (Spread Footing) หมายถึงฐานรากที่รับน้ำหนักจากเสาอาคาร เพียงต้นเดียว แล้วถ่ายน้ำหนักลงสู่พื้นดิน ความหนาของตัวฐานต้องสามารถต้านทานโมเมนต์ดัดและแรงเฉือนได้อย่างเพียงพอ และสามารถป้องกันการกัดกร่อนตัวเหล็กเสริมเนื่องจากความชื้น ในบางกรณีที่เสาอาคารไม่วางอยู่บนศูนย์กลางฐานราก เช่นอยู่ติดเขตที่ดินอาจถูกออกแบบให้เสาวางอยู่ด้านใดด้านหนึ่งของฐานราก เราเรียกว่าฐานรากแบบนี้ว่า ฐานรากตีนเป็ด -ฐานต่อเนื่องรับกำแพง (Continuous Footing) หมายถึงฐานรากที่ทำหน้าที่รองรับน้ำหนักจากผนังก่ออิฐ หรือผนังคอนกรีตเสริมเหล็กของอาคารหลายๆ ชั้น ขนาดความกว้างของฐานรากขึ้นอยู่กับน้ำหนักที่กดลงสู่ฐานราก -ฐานแผ่ร่วม (Combined Footing) เป็นการออกแบบฐานรากเพื่อแก้ปัญหากรณีไม่สามารถสร้างฐานรากเดี่ยวที่สมมาตรได้ ซึ่งฐานรากที่ไม่ สมมาตรนี้เมื่อรับน้ำหนักที่ถ่ายลงบนฐานไม่เท่ากันทำให้เกิดแรงเยื้องศูนย์ อาจทำให้อาคารทรุดตัวได้ -ฐานรากชนิดมีคานรัด (Cantilever Footing) เป็นการออกแบบฐานรากเพื่อแก้ปัญหากรณีไม่สามารถสร้างฐานรากที่สมมาตรได้อีกวิธีหนึ่ง เหมาะกับเสาของอาคารที่มีความจำเป็นต้องสร้างประชิดติดกับอาคารเดิม หรือแนวเขตดินที่ไม่สามารถวางตาแหน่งของฐานให้ ตรงกับแนวเสาตอม่อได้ จึงออกแบบให้มีคานคอนกรีตแบกรับน้ำหนักจากเสาตอม่อ -ฐานรากแพ (Mat or Raft Foundation) เป็นฐานร่วมขนาดใหญ่ใช้รับน้ำหนักบรรทุกของเสาหลายๆ ต้น โดยจะแผ่บนพื้นที่กว้างๆ บางครั้งจะใช้รับน้ำหนักบรรทุกของเสาทุกต้นของอาคารก็ได้โดยมากแล้วเราจะใช้ฐานแพกับอาคารสูง ข้อดีของฐานรากชนิดนี้เมื่อเทียบกับฐานรากเดี่ยวคือ กระจายน้ำหนักสู่ดิน หรือหินเบื้องล่างได้ดีกว่า และปัญหาการทรุดตัวต่างระดับแทบหมดไป เพราะฐานรากชนิดนี้มีความต่อเนื่องกันตลอดโยงยึดกันเป็นแพ แต่การก่อสร้างจะยุ่งยาก และสิ้นเปลือง แหล่งข้อมูล […]

การรับน้ำหนักบรรทุกของ ฐานรากแบบเสาเข็ม (Pile Foundation)

การรับน้ำหนักบรรทุกของ ฐานรากแบบเสาเข็ม (Pile Foundation) การวิบัติของเสาเข็ม การวิบัติของเสาเข็ม จะเกิดขึ้นได้เมื่อรับน้ำหนักบรรทุกเกินผลรวมของกำลังรับน้ำหนักบรรทุกที่ปลาย กับกำลังรับน้ำหนักบรรทุกที่ผิวของเสาเข็ม แต่ในความเป็นจริงแล้ว แรงต้านจะเกิดขึ้นเมื่อเสาเข็มถูกกระทำจนเกิดการเคลื่อนที่ แรงต้านที่ผิวจะเกิดเมื่อเสาเข็มเคลื่อนตัว 5-10 มม. แต่แรงต้านที่ปลายต้องการการเคลื่อนที่ที่สูงกว่ามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นเสาเข็มเจาะ อาจสูงถึงร้อยละสิบของขนาดเสาเข็ม ดังนั้น ในการออกแบบจึงมักประมาณกำลังรับน้ำหนักบรรทุกของเสาเข็มจากแรงเสียดทานเท่านั้น ยกเว้นในกรณีที่ตัวเสาเข็มอยู่ในชั้นดินอ่อนและปลายอยู่ในชั้นดินแข็งอย่างชัดเจนจึงนำกำลังรับน้ำหนักบรรทุกที่ปลายมาคำนวณด้วย กำลังรับน้ำหนักบรรทุกของเสาเข็มตอก (Driven Pile Bearing Capacity) ในปัจจุบันเสาเข็มคอนกรีตไม่ว่าจะเป็นเสาเข็มตอกหรือเสาเข็มเจาะ มักจะได้รับความนิยมมากกว่าเสาเข็มชนิดอื่นๆ พื้นที่ปลายและพื้นที่ผิวของเสาเข็มซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญของการคาดคะเนกำลังรับน้ำหนักบรรทุกของเสาเข็มสามารถหาได้ง่ายขึ้น การออกแบบฐานรากเสาเข็มมีความซับซ้อนกว่าการออกแบบฐานรากแผ่ ประเด็นที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษก็คือ กระบวนการก่อสร้างเสาเข็มทำให้สภาพของดินแตกต่างไปจากสภาพในช่วงของการเจาะสำรวจ การสัมผัสระหว่างเสาเข็มกับดินซับซ้อนกว่า Miss Spunpile  Bhumisiam (ภูมิสยาม) บริษัท ภูมิสยาม ซัพพลาย จำกัด ผู้นำกลุ่มธุรกิจเสาเข็มสปันไมโครไพล์ รายแรกและรายเดียวในประเทศไทย ที่ได้การรับรองมาตรฐาน ISO 45001:2018 การจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย การให้บริการตอกเสาเข็ม The Provision of Pile Driving Service และได้รับการรับรอง ISO 9001:2015 ของระบบ […]