Author Archives: admin

ทำไมฐานรากถึงต้องใช้คอนกรีตเสริมเหล็ก? (เพราะคอนกรีตรับแรงอัดได้ดี ส่วนเหล็กรับแรงดึง)

342academic scaled

342 ทำไมฐานรากถึงต้องใช้คอนกรีตเสริมเหล็ก? (เพราะคอนกรีตรับแรงอัดได้ดี ส่วนเหล็กรับแรงดึง) เหตุผลสำคัญที่ฐานรากต้องใช้ คอนกรีตเสริมเหล็ก เนื่องจากเป็นวัสดุสองชนิดที่ทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบเพื่อรับน้ำหนักมหาศาลของอาคาร โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ: การเสริมจุดแข็งและลบจุดด้อยของกันและกัน: คอนกรีต มีกำลังรับแรงอัดสูงมากจึงช่วยป้องกันการแตกยุบเมื่อโดนกดทับ แต่มีข้อเสียคือมีความเปราะและรับแรงดึงได้ต่ำมาก ในขณะที่ เหล็ก มีคุณสมบัติเด่นในการรับแรงดึง ช่วยป้องกันการฉีกขาดหรือปริแตกเมื่อฐานรากเกิดการแอ่นตัวหรือดัดตัว การรับแรงจากการดัดตัว (Bending): เมื่อมีแรงกดลงจากเสาและแรงต้านจากดินด้านล่าง จะทำให้ฐานรากเกิดพฤติกรรมการแอ่นตัวคล้ายคานยื่น เหล็กเสริมจะทำหน้าที่ดึงรั้งไม่ให้เนื้อคอนกรีตที่อยู่บริเวณผิวที่ยืดออกเกิดการแตกร้าว คุณสมบัติทางกายภาพที่เข้ากันได้: วัสดุทั้งสองชนิดมี อัตราการขยายตัวเมื่อได้รับความร้อนใกล้เคียงกัน ทำให้เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนไป โครงสร้างจะไม่เกิดความเครียดภายในจนแตกร้าว ความทนทานและการปกป้อง: เนื้อคอนกรีตทำหน้าที่เป็นเกราะ (Covering) ช่วย ป้องกันเหล็กเสริมจากการกัดกร่อนและสนิม ที่อาจเกิดจากความชื้นหรือสารเคมีในดิน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออายุการใช้งานใต้ดินของฐานราก ตำแหน่งการเสริมเหล็กตามพฤติกรรมการรับแรง: ฐานรากเดี่ยว (Isolated Footing): แรงดันดินจะทำให้ฐานรากแอ่นตัวขึ้นด้านบน จึงต้อง ใส่เหล็กเสริมไว้ที่บริเวณด้านล่าง เพื่อรับแรงดึงที่เกิดขึ้น ฐานรากร่วม (Combined Footing): มีพฤติกรรมการรับแรงที่ซับซ้อนกว่า โดยจะแอ่นตัวใต้ตำแหน่งเสาและโก่งตัวบริเวณกลางช่วงระหว่างเสา วิศวกรจึงต้องระบุให้ เสริมเหล็กทั้งตะแกรงบนและตะแกรงล่าง เพื่อความปลอดภัย

วิศวกรเลือกประเภทฐานรากจากอะไร? (คือน้ำหนักอาคาร สภาพชั้นดิน ระดับน้ำใต้ดิน และงบประมาณ)

341academic scaled

341 วิศวกรเลือกประเภทฐานรากจากอะไร? (คือน้ำหนักอาคาร สภาพชั้นดิน ระดับน้ำใต้ดิน และงบประมาณ) วิศวกรจะเลือกประเภทของฐานรากเพื่อให้สามารถถ่ายน้ำหนักลงสู่ชั้นดินได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยพิจารณาจากปัจจัยหลัก 4 ประการ ดังนี้ครับ: น้ำหนักของตัวอาคาร (Building Load) อาคารขนาดใหญ่หรือสูงหลายชั้น: มีน้ำหนักบรรทุกมาก วิศวกรจึงต้องเลือกใช้ ฐานรากแบบลึก (Deep Foundation) เช่น เสาเข็มเจาะหรือเสาเข็มตอก เพื่อถ่ายน้ำหนักลงสู่ชั้นดินแข็งที่อยู่ลึกลงไป อาคารขนาดเล็กหรือบ้านชั้นเดียว: หากมีน้ำหนักไม่มากนัก อาจพิจารณาใช้ ฐานรากแผ่ (Shallow Foundation) ซึ่งวางอยู่บนชั้นดินระดับตื้นได้โดยตรง เมื่อเทคโนโลยีการก่อสร้างก้าวหน้าขึ้นและอาคารมีน้ำหนักบรรทุกสูงขึ้นมาก ฐานรากได้ถูกพัฒนาจากเสาเข็มตอกไปสู่ เสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ ที่มีกำลังรับน้ำหนักบรรทุกสูงขึ้นตามความต้องการใช้พื้นที่ในเมือง สภาพและกำลังรับน้ำหนักของชั้นดิน (Soil Condition) ดินแข็ง/ดินดานอยู่ตื้น: วิศวกรจะเลือกใช้ ฐานรากแผ่ เพื่อความประหยัด ดินอ่อน (เช่น ดินเหนียวในกรุงเทพฯ): ชั้นดินบนไม่สามารถรับน้ำหนักอาคารขนาดใหญ่ได้ จึงจำเป็นต้องใช้ เสาเข็ม เพื่อหยั่งลงไปถึงชั้นดินแข็งหรือดินดานด้านล่าง การตัดสินใจจะอ้างอิงจาก รายงานการสำรวจดิน (Soil Boring Test) เพื่อให้ทราบค่าความแข็งแรงของดิน (SPT […]

ฐานรากมีกี่ประเภทหลัก? (แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ ฐานรากตื้น และ ฐานรากลึก)

340academic scaled

340 ฐานรากมีกี่ประเภทหลัก? (แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ ฐานรากตื้น และ ฐานรากลึก) ฐานรากสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ตามลักษณะการถ่ายน้ำหนักและความลึกเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพดินและลักษณะของอาคาร ดังนี้:, ฐานรากแบบตื้น (Shallow Foundation) ลักษณะการทำงาน: เป็นฐานรากที่ถ่ายน้ำหนักของโครงสร้างลงสู่ชั้นดินแข็งที่อยู่ระดับตื้นโดยตรง โดยใช้ความกว้างของฐานรากช่วยกระจายแรง, ความลึก: มักฝังอยู่ใต้ผิวดินไม่ลึกมาก โดยทั่วไปจะไม่เกิน 3 เมตร, ประเภทที่นิยม: ฐานรากแผ่เดี่ยว (Isolated Footing): รองรับน้ำหนักเสาเพียงต้นเดียว, ฐานรากต่อเนื่อง (Continuous Footing): แผ่เป็นแนวยาวรองรับกำแพงหรือผนังรับน้ำหนัก, ฐานรากร่วม (Combined Footing): ฐานเดียวที่รองรับเสาตั้งแต่ 2 ต้นขึ้นไป, ฐานรากแผ่นหรือแพ (Mat / Raft Foundation): ฐานคอนกรีตขนาดใหญ่แผ่นเดียวที่รองรับเสาทุกต้นของอาคาร ช่วยลดปัญหาการทรุดตัวไม่เท่ากัน,, ความเหมาะสม: เหมาะกับพื้นที่ที่ชั้นดินบนสุดแข็งแรง มีความสามารถในการรับน้ำหนักได้ดี เช่น ดินดานหรือชั้นหิน และใช้กับอาคารที่มีน้ำหนักไม่มากนัก,, ฐานรากแบบลึก (Deep […]

ฟุตติ้ง (Footing) คืออะไร? (คำเรียกฐานรากคอนกรีตเสริมเหล็กที่รับน้ำหนักเสาแต่ละต้น)

339academic scaled

339 ฟุตติ้ง (Footing) คืออะไร? (คำเรียกฐานรากคอนกรีตเสริมเหล็กที่รับน้ำหนักเสาแต่ละต้น) ฟุตติ้ง (Footing) คือ โครงสร้างส่วนฐานรากที่อยู่ใต้ดิน ทำหน้าที่เป็นฐานรองรับน้ำหนักจากเสาแต่ละต้น แล้วกระจายน้ำหนักนั้นลงสู่ชั้นดินด้านล่างอย่างปลอดภัย. โดยทั่วไปมักทำด้วย คอนกรีตเสริมเหล็ก เพื่อความแข็งแรง เนื่องจากคอนกรีตรับแรงอัดได้ดีและเหล็กช่วยรับแรงดึงจากการดัดตัว. รายละเอียดและหน้าที่สำคัญของฟุตติ้งตามแหล่งข้อมูลมีดังนี้: การรับและกระจายน้ำหนัก: ฟุตติ้งทำหน้าที่รับน้ำหนักบรรทุกทั้งหมดจากโครงสร้างส่วนบน (เสา คาน พื้น และหลังคา) แล้วแผ่กระจายน้ำหนักไม่ให้กดลงบนพื้นที่เล็กเกินไป เพื่อลดแรงดันที่กระทำต่อดินและป้องกันอาคารทรุดเอียง. การถ่ายเทน้ำหนัก: สามารถถ่ายน้ำหนักลงสู่ชั้นดินแข็งโดยตรง (กรณีฐานรากแผ่) หรือถ่ายน้ำหนักผ่านกลุ่มเสาเข็มลงสู่ชั้นดินแข็งที่อยู่ลึกกว่า (กรณีฐานรากเสาเข็ม หรือ Pile Cap). สัญลักษณ์ในแบบก่อสร้าง: ในแบบวิศวกรรมมักใช้ตัวย่อ “F” (เช่น F1, F2) เพื่อระบุตำแหน่งและขนาดของฟุตติ้งแต่ละต้นตามที่วิศวกรคำนวณไว้. ประเภทที่พบบ่อย: ฐานรากแผ่เดี่ยว (Isolated Footing): ฟุตติ้งที่รองรับน้ำหนักจากเสาเพียงต้นเดียว มักเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส. ฐานรากร่วม (Combined Footing): ฟุตติ้งเดียวที่ออกแบบมาให้รองรับเสาตั้งแต่ 2 ต้นขึ้นไป มักใช้ในกรณีที่เสาอยู่ใกล้กันมาก. ฐานรากเสาเข็ม (Pile Footing […]

ฐานรากมีหน้าที่อะไร? (กระจายน้ำหนักและป้องกันอาคารทรุดหรือพังทลาย)

338academic scaled

338 ฐานรากมีหน้าที่อะไร? (กระจายน้ำหนักและป้องกันอาคารทรุดหรือพังทลาย) ฐานราก (Foundation หรือ Footing) เป็นส่วนประกอบของโครงสร้างที่อยู่ล่างสุด ซึ่งมักจะอยู่ใต้ระดับผิวดิน ทำหน้าที่สำคัญที่เป็นหัวใจหลักของความมั่นคงของอาคาร โดยมีหน้าที่หลักดังนี้ครับ: การรับและถ่ายเทน้ำหนัก: ทำหน้าที่รับน้ำหนักทั้งหมดของอาคาร ซึ่งรวมถึงน้ำหนักคงที่ของโครงสร้างเอง (Dead Load) และน้ำหนักบรรทุกจร (Live Load) เช่น ผู้อยู่อาศัยและเฟอร์นิเจอร์ จากนั้นจึงส่งผ่านน้ำหนักเหล่านั้นลงสู่ดินฐานรากโดยตรง (ในกรณีฐานรากแผ่) หรือผ่านเสาเข็มลงสู่ชั้นดินแข็งด้านล่างอย่างปลอดภัย การกระจายน้ำหนัก: ช่วยแผ่กระจายน้ำหนักจากเสาหรือผนังออกไปในวงกว้าง เพื่อลดแรงดันที่กระทำต่อดินให้ไม่เกินกำลังแบกทานที่ยอมให้ของดินในบริเวณนั้น ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้อาคารเกิดการจมหรือทรุดตัวลงไปในดิน ป้องกันอาคารทรุดตัวและพังทลาย: ฐานรากที่ผ่านการออกแบบอย่างถูกต้องจะช่วยควบคุมการเคลื่อนตัวและป้องกันปัญหาการทรุดตัว โดยเฉพาะการทรุดตัวที่ไม่เท่ากัน (Differential Settlement) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้โครงสร้างบ้านแตกร้าว เอียง หรือพังทลายลงมาได้ สร้างเสถียรภาพและต้านทานแรงภายนอก: ช่วยยึดตัวอาคารให้มั่นคงอยู่กับที่ และทำหน้าที่ต้านทานแรงกระทำจากภายนอก เช่น แรงลมพายุ แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว หรือแรงดันน้ำใต้ดิน ป้องกันผลกระทบจากสภาพแวดล้อม: ฐานรากมักถูกฝังลึกอยู่ในดินระดับหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้สภาพความแปรปรวนหรือความไม่แน่นอนของผิวดิน (เช่น การกัดเซาะจากน้ำ หรือการหดตัวของดินเหนียวในฤดูแล้ง) มารบกวนการถ่ายเทน้ำหนัก สรุปได้ว่า ฐานรากทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญในการเชื่อมต่ออาคารเข้ากับผืนดิน เพื่อให้สิ่งก่อสร้างมีความปลอดภัย มั่นคงแข็งแรง และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน

ฐานรากคืออะไร? (โครงสร้างชั้นล่างสุดที่รับน้ำหนักอาคารถ่ายลงสู่ดิน)

337academic scaled

337 ฐานรากคืออะไร? (โครงสร้างชั้นล่างสุดที่รับน้ำหนักอาคารถ่ายลงสู่ดิน) ฐานราก (Foundation หรือ Footing) คือ องค์อาคารในแนวราบที่เป็นส่วนโครงสร้างล่างสุดของอาคาร ซึ่งมักจะฝังอยู่ใต้ระดับผิวดิน. หน้าที่และความสำคัญของฐานรากตามรายละเอียดจากแหล่งข้อมูลมีดังนี้: การรับและถ่ายเทน้ำหนัก: ทำหน้าที่รับน้ำหนักบรรทุกทั้งหมดจากโครงสร้างส่วนบน (สะสมจากแต่ละชั้นถ่ายลงสู่เสาและตอม่อ) แล้วส่งผ่านน้ำหนักเหล่านั้นลงสู่ “ดินฐานราก” อย่างปลอดภัย. การกระจายน้ำหนัก: ช่วยกระจายน้ำหนักของอาคารให้แผ่ออกไปในวงกว้าง เพื่อให้แรงดันที่กระทำต่อดินไม่เกินกำลังรับน้ำหนักปลอดภัยของดินในบริเวณนั้น. สร้างความมั่นคงและป้องกันการทรุดตัว: เป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยยึดตัวอาคารให้มั่นคง ป้องกันไม่ให้อาคารเกิดการทรุดตัว ทรุดเอียง หรือพังทลายลงมา. การป้องกันปัจจัยภายนอก: ฐานรากมักถูกฝังลึกอยู่ในดินระดับหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้สภาพความแปรปรวนหรือความไม่แน่นอนของผิวดินรบกวนการถ่ายน้ำหนัก. โดยทั่วไปฐานรากจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ตามสภาพดิน คือ ฐานรากแผ่ (ถ่ายน้ำหนักลงดินโดยตรง เหมาะกับดินแข็ง) และ ฐานรากเสาเข็ม (ถ่ายน้ำหนักผ่านเสาเข็มลงสู่ชั้นดินแข็งที่อยู่ลึกกว่า เหมาะกับดินอ่อน).

สัญลักษณ์เหล็กเสริมฐานรากในแบบก่อสร้าง DB9 DB12 DB16 DB20 หมายถึงอะไร? ต่างกันยังไง? เลือกขนาดไหนให้เหมาะกับงานฐานราก?

336academic scaled

336 สัญลักษณ์เหล็กเสริมฐานรากในแบบก่อสร้าง DB9 DB12 DB16 DB20 หมายถึงอะไร? ต่างกันยังไง? เลือกขนาดไหนให้เหมาะกับงานฐานราก? สัญลักษณ์เหล็กเสริมที่พบในแบบก่อสร้าง เช่น DB9, DB12, DB16 และ DB20 มีความหมายและความสำคัญต่องานฐานรากดังนี้ครับ ความหมายของสัญลักษณ์ DB ย่อมาจาก Deformed Bar หรือที่เรียกกันว่า เหล็กข้ออ้อย ซึ่งเป็นเหล็กที่มีผิวเป็นปล้องหรือบั้งเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะกับเนื้อคอนกรีต ตัวเลข (9, 12, 16, 20) หมายถึง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็ก มีหน่วยเป็น มิลลิเมตร ความแตกต่างและการใช้งานแต่ละขนาด เหล็กแต่ละขนาดจะมีความสามารถในการรับแรงและการใช้งานที่ต่างกัน ดังนี้: DB9: (ขนาด 3 หุน) เหมาะสำหรับงานที่รับน้ำหนักไม่มาก หรือส่วนของโครงสร้างขนาดเล็ก DB12: (ขนาด 4 หุน) เป็นขนาดที่นิยมใช้มากที่สุดสำหรับเหล็กเสริมในงานพื้นหรือฐานรากของบ้านพักอาศัยชั้นเดียว DB16: (ขนาด 5 หุน) มีความแข็งแรงสูง เหมาะสำหรับใช้เป็นเหล็กฐานราก เสา […]

การบ่มคอนกรีต (Curing) ฐานรากและตอม่อที่ถูกต้องทำอย่างไร?

335academic scaled

335 การบ่มคอนกรีต (Curing) ฐานรากและตอม่อที่ถูกต้องทำอย่างไร? การบ่มคอนกรีต (Curing) ฐานรากและตอม่อที่ถูกต้องคือ การรักษาความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้คอนกรีตสูญเสียน้ำเร็วเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการแตกร้าวและทำให้คอนกรีตไม่ได้กำลังอัดตามที่ออกแบบไว้ โดยมีขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติดังนี้: วิธีการบ่มคอนกรีตที่เหมาะสม การบ่มด้วยความชื้น (Wet Curing): เป็นวิธีที่นิยมที่สุด ทำได้โดยการใช้ ผ้ากระสอบชุบน้ำให้ชุ่มคลุมทับ ฐานรากและตอม่อทันทีที่คอนกรีตเริ่มแข็งตัว (ประมาณ 2-6 ชั่วโมงหลังเท) และต้องคอยรดน้ำเพิ่มให้เปียกชุ่มอยู่ตลอดเวลา การหล่อน้ำขัง: สำหรับส่วนฐานรากหรือโคนตอม่อ สามารถใช้วิธี ขังน้ำไว้รอบๆ เพื่อรักษาความชื้นให้ต่อเนื่อง การใช้น้ำยาบ่มคอนกรีต (Curing Compound): หากหน้างานเข้าถึงยากหรือต้องการความสะดวก สามารถใช้น้ำยาบ่มพ่นเคลือบผิวเพื่อสร้างฟิล์มป้องกันการระเหยของน้ำ แต่ห้ามฉีดพ่นโดนเหล็กเสริมหรือรอยต่อคอนกรีต เพราะจะทำให้การยึดเกาะเสียไป การทิ้งแบบหล่อไว้: การยังไม่รีบถอดแบบข้างเสาและฐานรากออก จะช่วยป้องกันการสูญเสียความชื้นได้ดี ระยะเวลาในการบ่ม ตามมาตรฐานทั่วไปควรทำการบ่มต่อเนื่องอย่างน้อย 7-14 วัน ในงานฐานรากและตอม่อ ต้องบ่มติดต่อกัน ไม่น้อยกว่า 7 วัน หรือตามที่วิศวกรระบุในแบบ ข้อควรระวังและการเตรียมการ ก่อนการเท: ควรทำให้พื้นที่ที่จะเทคอนกรีตมีความชุ่มชื้นก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ดินดูดน้ำจากเนื้อคอนกรีต ซึ่งจะทำให้คอนกรีตลดความแข็งแรงลง การถอดแบบ: เมื่อถอดแบบหล่อออกแล้ว […]

ตอม่อที่ดีควรมีขนาดเท่าไหร่?

334academic scaled

334 ตอม่อที่ดีควรมีขนาดเท่าไหร่? ขนาดของเสาตอม่อ (Pedestal) ที่ดีควรพิจารณาทั้งในด้านขนาดหน้าตัด ความสูง และการเสริมเหล็กเพื่อให้โครงสร้างมีความมั่นคงและมีระยะหุ้มคอนกรีตที่เพียงพอ โดยมีรายละเอียดตามมาตรฐานแนะนำดังนี้ครับ ขนาดหน้าตัด: ควรมีขนาดหน้าตัด 30 × 30 เซนติเมตรขึ้นไป แม้ในแบบก่อสร้างเดิมบางแห่งอาจระบุที่ 20 × 20 เซนติเมตร แต่ขนาดที่วิศวกรแนะนำเพื่อความแข็งแรงและเพื่อให้มีระยะหุ้มคอนกรีตที่เพียงพอควรเริ่มต้นที่ 30 เซนติเมตร ความสูง: โดยทั่วไปจะมีความสูงรวมอยู่ที่ 50 – 100 เซนติเมตร โดยส่วนใหญ่จะฝังอยู่ใต้ดินและโผล่พ้นระดับดินขึ้นมาประมาณ 20 – 30 เซนติเมตร เพื่อรองรับคานคอดิน การเสริมเหล็กหลัก: ควรใช้เหล็กข้ออ้อย (DB) ขนาด 12 – 16 มิลลิเมตร จำนวนประมาณ 8 เส้น (ขึ้นอยู่กับการคำนวณน้ำหนัก) และต้องผูกเหล็กปลอกให้แน่นตามระยะที่ออกแบบ ระยะหุ้มคอนกรีต (Concrete Cover): หัวใจสำคัญของตอม่อคือต้องเว้นระยะหุ้มเหล็กเสริมด้านข้างอย่างน้อย 5 – 7 เซนติเมตร […]

ระยะฝังทาบ (Lap Splice) ของเหล็กตอม่อคืออะไร?

333academic scaled

333 ระยะฝังทาบ (Lap Splice) ของเหล็กตอม่อคืออะไร? ระยะฝังทาบ (Lap Splice) ของเหล็กตอม่อ คือ ระยะที่เหล็กเสริมสองเส้นวางทับซ้อนกัน เพื่อทำหน้าที่ถ่ายแรงจากเหล็กเส้นหนึ่งไปยังอีกเส้นหนึ่งได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง ในงานโครงสร้างตอม่อ ระยะนี้มีความสำคัญมากในการยึดเหล็กแกนเสาให้เชื่อมต่อกับเหล็กที่โผล่ขึ้นมาจากฐานราก (Dowel Bar) เพื่อให้โครงสร้างทั้งหมดมีความแข็งแรงและสามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้อย่างปลอดภัย วิธีการคำนวณระยะฝังทาบ ระยะฝังทาบจะคำนวณโดยอิงจาก เส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็ก (Diameter หรือ D) เป็นหลัก ดังนี้: เหล็กข้ออ้อย (Deformed Bar – DB): โดยทั่วไปจะใช้ระยะทาบประมาณ 40 ถึง 50 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลาง (40×D ถึง 50×D) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมาตรฐานวิศวกรรมที่ระบุในแบบ (ตัวอย่างเช่น หากใช้เหล็ก DB16 ระยะทาบที่ 50×D จะเท่ากับ 50 × 16 = 800 มม. หรือ 80 ซม.) เหล็กเส้นกลม […]