สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน
เนื่องจากเมื่อช่วงสองถึงสามสัปดาห์ก่อนหน้านี้ผมได้ทำการโพสต์คลิปเพื่อแสดงวิธีในการแก้ปัญหาข้อที่ 6.14 ซึ่งเป็นปัญหาท้ายบทที่ 6 จากหนังสือ DYNAMICS OF STRUCTURES เขียนโดย ANIL K. CHOPRA ซึ่งหนังสือเล่มนี้ที่ผมเลือกนำมาใช้จะเป็นหนังสือฉบับ EDITION ที่ 3 นะครับ
เมื่อเดือนที่แล้วที่ผมได้ทำการโพสต์คลิปเพื่อแสดงวิธีในการแก้ปัญหาข้อที่ 6.11 6.12 และ 6.13 ซึ่งเป็นปัญหาท้ายบทที่ 6 จากหนังสือ DYNAMICS OF STRUCTURES เขียนโดย ANIL K. CHOPRA และหากเพื่อนๆ จำได้ ผมได้ทำการอธิบายเอาไว้ว่าสิ่งที่เราเรียนรู้ได้การกแก้ปัญหาในข้อที่ 6.11 6.12 และ 6.13 ก็คือ ประเด็นในเรื่องความสัมพันธ์ของค่าคาบการสั่นธรรมชาติของตัวอาคารหรือค่า NATURAL PERIOD กับค่าความเร่งจากเสปคตรัมการออกแบบหรือค่า PSUEDO ACCELERATION ว่าทั้งสองค่านี้จะอยู่ในช่วงที่เป็นแบบใด ดังนั้นในวันนี้ผมจึงจะขอมาทำการยกตัวอย่างถึงกรณีจริงๆ ของเสปคตรัมการออกแบบ ซึ่งผมได้หยิบยกนำเอาเสปคตรัมการออกแบบของจังหวัดเชียงใหม่มาใช้เพื่อเป็นตัวอย่างในวันนี้นะครับ
หากเพื่อนๆ ดูในรูปที่ผมได้แนบมาในโพสต์ๆ นี้ก็จะพบว่า หากผมทำการคำนวณหาค่าคาบการสั่นธรรมชาติของตัวอาคารแล้วพบว่า อาคารของเรานั้นมีค่าคาบการสั่นธรรมชาติของตัวอาคารอยู่ตั้งแต่ 0.00 ถึง 0.10 วินาที นั่นก็แสดงว่า เราจะต้องทำการคำนวณหาค่าความเร่งจากเสปคตรัมการออกแบบก็จะอยู่ในช่วงที่ไม่คงที่แบบที่มีการเพิ่มค่ามากขึ้นหรือ VARYING-INCREASED ACCELERATION เมื่อระยะเวลามีค่ามากขึ้นด้วยนะครับ
ต่อมา หากว่าผมทำการคำนวณหาค่าคาบการสั่นธรรมชาติของตัวอาคารแล้วพบว่า อาคารของเรานั้นมีค่าคาบการสั่นธรรมชาติของตัวอาคารอยู่ตั้งแต่ 0.10 ถึง 0.40 วินาที นั่นก็แสดงว่า เราจะต้องทำการคำนวณหาค่าความเร่งจากเสปคตรัมการออกแบบก็จะอยู่ในช่วงที่คงที่หรือ CONSTANT ACCELERATION เมื่อระยะเวลามีค่ามากขึ้นด้วยนะครับ
สุดท้าย หากว่าผมทำการคำนวณหาค่าคาบการสั่นธรรมชาติของตัวอาคารแล้วพบว่า อาคารของเรานั้นมีค่าคาบการสั่นธรรมชาติของตัวอาคารอยู่ตั้งแต่ 0.40 วินาที เป็นต้นไป นั่นก็แสดงว่า เราจะต้องทำการคำนวณหาค่าความเร่งจากเสปคตรัมการออกแบบก็จะอยู่ในช่วงที่ไม่คงที่แบบที่มีการลดค่าลง VARYING-DECREASED ACCELERATION เมื่อระยะเวลามีค่ามากขึ้นด้วยนะครับ
ผมหวังว่าจากตัวอย่างที่ผมได้นำเอามาฝากเพื่อนๆ ในวันนี้ จะช่วยทำให้เพื่อนๆ ได้มีความเข้าใจและเห็นถึงความสำคัญของการที่ผมมักจะพูดและเน้นย้ำอยู่เสมอกับลูกน้องหรือเพื่อนร่วมงานของผมว่า ภายหลังจากที่ทางผู้ออกแบบอาคารได้ทำการกำหนดรายละเอียดต่างๆ ลงไปในแบบวิศวกรรมโครงสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วและในขณะที่ทำการก่อสร้างนั้น การที่อยู่ๆ เราจะเลือกก่อสร้างทำให้มีองค์อาคารส่วนหนึ่งส่วนใดที่นอกเหนือไปจากแบบวิศวกรรมโครงสร้างเดิมที่ได้กำหนดมาตั้งแต่แรกนั้นเพิ่มเติมขึ้นมา ซึ่งอาจจะส่งผลทำให้อาคารของเรานั้นมีค่าความแข็งแกร่งในการรับแรงทางแนวราบที่มากยิ่งขึ้นจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตามแต่ ดูจะไม่ใช่ความคิดที่ดีเสมอไป อย่างน้อยเราควรที่จะทำการแจ้งเหตุผลดังกล่าวให้แก่ทางคณะผู้ออกแบบได้ทราบเสียก่อนเพราะแน่นอนว่าการเพิ่มค่าความแข็งแกร่งในการรับแรงทางแนวราบนั้นจะส่งผลโดยตรงทำให้ค่าของการเสียรูปทางแนวราบของอาคารนั้นมีค่าที่ลดลงไป ซึ่งก็อาจจะไม่ใช่เช่นนั้นเสมอไป ในทางกลับกันก็อาจจะเป็นการเพิ่มค่าความเร่งของพื้นดินให้กับตัวโครงสร้างของอาคารได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งผู้ที่ทราบดีที่สุดก็คือ ผู้ที่ทำหน้าที่ในการออกแบบงานวิศวกรรมโครงสร้างของอาคารหลังนั้นๆ เพียงผู้เดียวนั่นเองครับ
หวังว่าความรู้เล็กๆ น้อยๆ ที่ผมได้นำมาฝากแก่เพื่อนๆ ทุกๆ ท่านในวันนี้จะมีประโยชน์ต่อทุกๆ ท่านไม่มากก็น้อย และ จนกว่าจะพบกันใหม่นะครับ
#โพสต์ของวันศุกร์
#ความรู้เรื่องวิศวกรรมการคำนวณ
#การวิเคราะห์โครงสร้างเชิงพลศาสตร์
#ยกตัวอย่างการวิเคราะห์โครงสร้างเชิงพลศาสตร์ข้อที่หกจุดหนึ่งหนึ่งถึงหกจุดหนึ่งสามในเอดิชั่นที่3
ADMIN JAMES DEAN


