ข้อมูลเชิงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่อง ความลึกของหลุมเจาะเพื่อทำการทดสอบดิน

สวัสดีครับแฟนเพจที่รักทุกๆ ท่าน

วันนี้ผมจะขออนุญาตมาทำการโพสต์และแชร์ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง ความรู้และวิธีในการอ่านข้อมูล ซึ่งจะรวมไปถึงการนำข้อมูลจากผลการทดสอบดินหรือ BORING LOG ไปใช้งานมาฝากเพื่อนๆ ทุกคนนะครับ

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ผมเคยได้โพสต์อธิบายในเบื้องต้นถึงหลักในการประเมินในเรื่องของรายละเอียดต่างๆ ของหลุมทดสอบดินให้แก่เพื่อนๆ ไปแล้ว เช่น เรื่องตำแหน่งในการทดสอบดิน เรื่องวิธีในการทดสอบดิน เรื่องความลึกของหลุมเจาะเพื่อทำการทดสอบดิน เป็นต้น เพราะฉะนั้นในวันนี้ผมจะขออนุญาตพูดถึงข้อมูลเชิงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องความลึกของหลุมเจาะเพื่อทำการทดสอบดินกันบ้างนะครับ

 

อย่างที่ทราบกันดีนะครับว่าหากเราจะทำการแบ่งประเภทของฐานรากที่ทำหน้าที่รองรับน้ำหนักบรรทุกต่างๆ จากอาคารเพื่อถ่ายต่อลงไปสู่ดินเราจะสามารถทำการจำแนกออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่

 

1.ฐานรากแบบตื้น

2.ฐานรากแบบลึก

 

ดังนั้นในวันนี้ผมอยากที่จะขอเริ่มต้นทำการพูดและอธิบายถึงชนิดของ ฐานรากแบบตื้น (SHALLOW FOUNDATION) เราจะต้องทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่าฐานรากประเภทนี้จะรวมไปถึง PAD FOUNDATION และ RAFT FOUNDATION ด้วยนะครับ โดยที่ผมทำการแบ่งประเภทของ ระยะของการประเมินความลึกของหลุมทดสอบ หรือ ระยะ H ออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้ครับ

 

แบบ (A) จะเป็นฐานรากแบบ PAD FOUNDATION โดยหากว่าเราพอที่จะสามารถทำการประเมินหาค่าความกว้างโดยประมาณของฐานราก หรือ ระยะ B ออกมาได้ ระยะความลึกของหลุมเจาะที่เหมาะสมจึงควรมีค่าโดยประมาณอยู่ที่ประมาณไม่น้อยกว่า 1.00 ถึง 3.00 เท่าของระยะ B หรือ อาจจะเขียนง่ายๆ ให้อยู่ภายในรูปแบบของสมการการคำนวณได้ว่า

 

H(A) = B1 ถึง 3.00 x B1

 

แบบ (B) จะเป็นฐานรากแบบ RAFT FOUNDATION โดยหากว่าเราพอที่จะสามารถทำการประเมินหาค่า ความกว้าง โดยประมาณของฐานรากที่ทำหน้าที่รองรับอาคารทั้งหมด หรือ ระยะ B ออกมาได้ ระยะความลึกของหลุมเจาะที่เหมาะสมจึงควรมีค่าโดยประมาณอยู่ที่ประมาณไม่น้อยกว่า 1.50 เท่าของระยะ B หรือ อาจจะเขียนง่ายๆ ให้อยู่ภายในรูปแบบของสมการการคำนวณได้ว่า

 

H(B) = 1.50 x B2

 

แบบ (C) จะเป็นฐานรากแบบ RAFT FOUNDATION อีกเช่นเดียวกัน โดยหากว่าเราพอที่จะสามารถทำการประเมินหาค่า ความยาว โดยประมาณของฐานรากที่ทำหน้าที่รองรับอาคารทั้งหมด หรือ ระยะ B ออกมาได้ ระยะความลึกของหลุมเจาะที่เหมาะสมจึงควรมีค่าโดยประมาณอยู่ที่ประมาณไม่น้อยกว่า 1.00 เท่าของระยะ B หรือ อาจจะเขียนง่ายๆ ให้อยู่ภายในรูปแบบของสมการการคำนวณได้ว่า

 

H(C) = B3

 

โดยหากว่าฐานรากภายในอาคารของเรานั้นเป็นแบบผสมผสาน หรือ พูดง่ายๆ คือ มีการใช้งานฐานรากแบบตื้นหลายๆ แบบในหนึ่งอาคาร ซึ่งก็มีโอกาสพบเจอได้บ้างเหมือนกันนะครับ เราก็เพียงแค่ทำการคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่ผมได้ให้เอาไว้ข้างต้นและสุดท้ายก็ให้นำค่าที่คำนวณได้จากทั้ง 3 กรณี คือ H(A) H(B) และ H(C) มาทำการเปรียบเทียบกัน ทั้งนี้ก็เพื่อหาค่าสูงสุด หรือ H(MAX) เพื่อที่เราจะได้ทราบว่า ความลึกที่เหมาะสมของหลุมทดสอบดินภายในโครงการก่อสร้างของเรานั้นควรที่จะมีค่าอย่างน้อยที่สุด หรือ H(MIN) เท่ากับเท่าใด เพื่อทำการแจ้งไปยังทีมทดสอบดินว่า ให้ทำการทดสอบชั้นดินที่ค่าความลึกจริงๆ หรือ H(TEST) เท่ากับเท่าใด หรือ อาจจะเขียนง่ายๆ ให้อยู่ภายในรูปแบบของสมการการคำนวณได้ว่า

 

H(TEST) > H(MIN)

 

H(MIN) ≥ H(MAX)

 

H(MAX) = MAX[H(A),H(B),H(C)]

 

ยังไงในสัปดาห์หน้าผมจะขออนุญาตมาทำการพูดและอธิบายถึงเรื่อง ความลึกของหลุมเจาะเพื่อทำการทดสอบดินสำหรับฐานรากแบบลึก (DEEP FOUNDATION) กันต่อก็แล้วกันนะครับ หากเพื่อนๆ ท่านใดที่อาจมีความสนใจในหัวข้อๆ นี้เป็นพิเศษก็สามารถที่จะติดตามอ่านบทความฉบับนี้ของผมได้ในครับ

 

หวังว่าความรู้เล็กๆ น้อยๆ ที่ผมได้นำมาฝากแก่เพื่อนๆ ทุกๆ ท่านในวันนี้จะมีประโยชน์ต่อทุกๆ ท่านไม่มากก็น้อย และ จนกว่าจะพบกันใหม่นะครับ

#ความรู้เกี่ยวกับการทำงานเสาเข็ม

#รายละเอียดวิธีในการประเมินในเรื่องของความลึกของหลุมทดสอบดินของฐานรากแบบตื้น

ADMIN JAMES DEAN